Music Hit In your life

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ



" บรอดแบนด์แห่งชาติ คือ การใช้ทรัพยากรรวมกันทางโทรคมนาคมและการสื่อสารให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปรียบได้กับการที่รัฐบาลสร้างถนนให้รถวิ่ง ไม่ว่ารถนั้นเป็นของใครคนไทย หรือต่างชาติก็สามารถใช้ถนนได้ เพียงแต่การสร้างถนนจะต้องมีการลงทุนและจะต้องบำรุงรักษา ปัจจุบันประเทศไทยมีบรอดแบนด์แห่งชาติ หรือไม่ ส่วนนี้คงเป็นคำถามของหลายท่าน ประเทศไทยมี แต่ไม่เป็นของรัฐทั้งหมด มีการสร้างโครงข่ายของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมคม จำกัด (มหาชน) หรือCAT บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB ซึ่งถ้าเปรียบคงจะเป็นการสร้างถนนที่ซ้อนกันอยู่ถึง 6 สาย และวิ่งไปในที่เจริญเท่านั้น คงเปรียบได้กับการไปสีลม ซึ่งไม่เหลียวแลชนบท หรือส่วนอื่นๆของประเทศที่ต้องการพัฒนา โดยแต่ละเจ้าของขยายถนนใหญ่โต เพื่อเป็นการรองรับผู้ใช้ทาง ซึ่งไม่สมเหตุสมผล และยังไม่สร้างถนนที่ไม่มีรถใช้วิ่งหรือวิ่งจำนวนน้อย จึงเกิดการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมือง และหัวเมืองใหญ่เท่านั้น ส่งผลให้ไม่สนองความต้องการที่จะต้องครอบคลุมในทุกพื้นที่"


สำหรับสาระสำคัญของนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติฉบับนี้ คือ 
1. ภาครัฐมีเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนการพัฒนาบริการ บรอดแบนด์ ให้เป็นบริการที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยให้ทั่วถึง เพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม ภายใต้การแข่งขันเสรีและเป็นธรรม 
2. ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากการพัฒนาบริการบรอดแบนด์ได้อย่างเต็มที่  ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและลดช่องว่างทางดิจิทัล ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และเชิงกลุ่มประชากร สามารถกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคทั่วประเทศ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 
3. ภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากการพัฒนาบรอดแบนด์ได้อย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน 
4.ในการพัฒนาบริการบรอดแบนด์ รัฐจะบริหารจัดการทรัพย์สินด้านโทรคมนาคมที่รัฐได้ลงทุนไปแล้วและอาจจะลงทุนเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคมทุกรายอย่างเสมอภาค โดยการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และรัฐจะไม่ผูกขาดที่จะเป็นผู้ลงทุนในการจัดให้มีบริการต่าง ๆ แต่เพียงผู้เดียว แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายที่พึงประสงค์และมีศักยภาพที่จะลงทุนเพื่อให้บริการ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดโครงข่ายบรอดแบนด์ทั่วประเทศ โดยให้มีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรมในการให้บริการ 
5.ในเรื่องที่เกี่ยวกับเขตอำนาจอธิปไตยของชาติ เช่น ตำแหน่งวงโคจรของดาวเทียม จุดขึ้นฝั่งของเคเบิลใต้น้ำ หรือจุดเชื่อมต่อโครงข่ายข้ามพรมแดน ถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและเป็นสิทธิหรือทรัพยากรที่รัฐจะส่งเสริมให้มีการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่ของการนำมาใช้งานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศ และการนำมาใช้งานเพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการที่จะพัฒนาความร่วมมือและการค้าระหว่างประเทศรัฐจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลการดำเนินการตามนโยบาย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนจัดให้มีบริการดังกล่าว  
6. รัฐจะส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมส่วนปลายทางทั้งแบบใช้สายและไร้สาย ผู้ประกอบการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ผลิตเนื้อหา ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ และผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
          นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถได้รับบริการผ่านโครงข่ายบรอดแบนด์ ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข การเฝ้าระวังและเตือนภัยพิบัติและภัยธรรมชาติ และบริการสาธารณะอื่น ๆ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศและความรู้  โดยภายในปี 2558 ได้ตั้งเป้าหมายให้โรงเรียนในระดับตำบลสามารถเข้าถึงบริการบรอดแบนด์ที่มีคุณภาพ รวมทั้งให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือสถานีอนามัยทุกแห่ง สามารถเข้าถึงบริการบรอดแบนด์ที่มีคุณภาพเดียวกับโรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือเทียบเท่า ตลอดจนให้องค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่งสามารถให้บริการระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านโครงข่าย บรอดแบนด์ ได้ภายในปีเดียวกัน พร้อมกันนั้นยังตั้งเป้าที่จะให้มีระบบการเฝ้าระวังเตือนภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และเหตุฉุกเฉินผ่านโครงข่ายบรอดแบนด์ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีอีกด้วย
          ส่วนในภาคธุรกิจได้ตั้งเป้าหมายให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงข่ายบรอดแบนด์ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมเช่นกัน รวมทั้งได้วางเป้าหมายที่จะลดการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากร โดยใช้การสื่อสารหรือเข้าถึงข้อมูลร่วมกันผ่านบริการบรอดแบนด์ ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งจะส่งผลในการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน รวมถึงลดต้นทุนการให้บริการบรอดแบนด์โดยรวม โดยเฉพาะด้านการเชื่อมต่อวงจรออกต่างประเทศและการนำบรอดแบนด์เข้าถึงผู้ใช้บริการ เพื่อให้อัตราค่าใช้บริการลดต่ำลง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเนื้อหาสาระ (Content) และโปรแกรมประยุกต์ (Application) ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา การสาธารณสุข การป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน ศาสนาและวัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจถึงคุณค่า และความเสี่ยงของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เร่งตัวเร็วขึ้น  พร้อมกันนี้ยังมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันมากยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีการพัฒนา เกิดการขยายตัว และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไปสู่ระดับสากลด้วย

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่ : www.mict.go.th/article_attach/NBPT.pdf 

ชิพแห่งอนาคต : ซูเปอร์ชิพ-เร่งความเร็วคอมพ์20เท่า



          เล่นคอมพิวเตอร์ชักช้า อืดอาด เป็นเรื่องน่าอึดอัด นักวิทยาศาสตร์หัวใสจึงคิดประดิษฐ์ชิพความเร็วแรงสุดๆ ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์ของท่านเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ธรรมดาถึง 20 เท่า

          ดร.วิม ฟานเดอร์บัวเวด จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า ชิพ อัจฉริยะชื่อว่า Field Programmable Gate Array หรือ FPGA ซึ่งมีขนาดจิ๋วเท่ากับชิพปกตินี้ สามารถช่วยเดสก์ท็อปคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลด้วยความเร็ว 5 กิกะไบต์ ต่อ 1 วินาที เพราะภายในชิพจิ๋วนี้มี core หรือ แกนประมวลผลของซีพียู มากถึง 1,000 แกน จากปกติคอมพิวเตอร์ทั่วไปมีเพียง 2 หรือสูงสุดแค่ 16 แกน นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งวงจรการทำงานของชิพ เพิ่มเติมจากที่เซ็ตมาแล้วจากโรงงานได้อีกด้วย ถึงทำงานได้เร็วจี๊ดขนาดนี้ แต่นักวิจัยกล่าวว่า มันกินพลังงานน้อยกว่าชิพปกติอีกนะเนี่ย

          หลักการทำงานคือ ทีมวิจัยแบ่งการทำงานของระบบการควบคุมและขยายกำลังกระแสไฟฟ้า หรือ ทรานซิสเตอร์ ภายในชิพให้พวกมันทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน และเข้าควบคุม core ทั้ง 1,000 แกนแบบเป็นเอกเทศ ส่งผลให้เกิดความเร็วกว่าปกติมหาศาล

          "จริงๆ แล้วปัจจุบันเราใช้ชิพ FPGA กับทีวีพลาสมา และจอแอลซีดี แต่ยังไม่มีการทดลองใช้กับคอมพิวเตอร์ แม้ว่าบางบริษัทอย่าง Intel และ ARM จะเคยพยายามพัฒนาแล้ว แต่ยังถือว่าอยู่ในขั้นวิจัย" ดร.ฟานเดอร์บัวเวดกล่าวและคาดว่า ภายใน 2-3 ปีนี้ ชิพอัจฉริยะนี้น่าจะพร้อมออกสู่ตลาด

ที่มา : ข่าวสด

์News : เผยยอดผู้ใช้บริการเฟซบุ๊กในรอบปี 53 ไทยมีอัตราก้าวกระโดดเป็นอันดับ 2 ของโลก

จอน รัสเซล ได้เขียนบทความในเว็บไซต์ www.asiancorrespondent.com โดยอ้างอิงข้อมูลจากนิค เบอร์เชอร์ บล็อกเกอร์และผู้สนใจศึกษาปรากฏการณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์เฟซบุ๊กชาวอังกฤษ ที่ทำการจัดอันดับ 30 ประเทศที่มีผู้ใช้บริการเว็บไซต์เฟซบุ๊กมากที่สุดในโลก

ผลปรากฏว่าประชากรของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย มีอัตราการสมัครเป็นสมาชิกของเครือข่ายทางสังคมออนไลน์แห่งนี้ที่เติบโตขึ้นมากอย่างน่าทึ่ง


สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกเฟซบุ๊กมากเป็นอันดับที่ 21 ของโลก จำนวนผู้ใช้บริการเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นถึงราว 240% ในปี 2553 (และเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 4,000% ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา) จนถือเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตของจำนวนสมาชิกเฟซบุ๊กสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกในรอบปีที่ผ่านมา รองจากบราซิลเพียงประเทศเดียว

นอกจากประเทศไทยแล้ว เพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตลอดจนประเทศจากเอเชียใต้อย่างอินเดีย ก็มีจำนวนประชากรที่สมัครเป็นสมาชิกเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นกว่า 100 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน ทวีปเอเชียจึงมีสถานะเป็นภูมิภาคสำคัญ ซึ่งเฟซบุ๊กจะสามารถใช้ขยายฐานกลุ่มผู้ใช้บริการของตนเองให้มีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้นได้

ขณะเดียวกัน เป็นที่คาดการณ์ว่าเมื่ออัตราการแพร่กระจายและการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากกรณีของการวางจำหน่ายโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและการเกิดขึ้นของระบบอินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่ จำนวนผู้ใช้บริการเฟซบุ๊กในไทย,มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็น่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป เช่นกันกับจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศอื่นๆ  เช่น กัมพูชา เวียดนาม และลาว ที่น่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ที่มา : 

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

นักวิทยาศาสตร์เผยโฉม 'อีโอโดรเมอุส'ไดโนเสาร์สายพันธุ์เก่าแก่ ต้นกำเนิด 'ทีเร็กซ์'

          ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจากอาร์เจนติน่าและสหรัฐอเมริกา ร่วมกันตีพิมพ์การค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด โดยตามรายงานของวารสารวิทยาศาตร์ ระบุว่า ไดโนเสาร์พันธุ์นี้ มีอายุเก่าแก่ที่สุดนับตั้งแต่มีการค้นพบมา ที่บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติอิซชีกัวลาสโต ในจังหวัดซานฮวน ประเทศอาร์เจนติน่า

          ทีมนักวิจัยได้ทำการประกอบโครงกระดูกที่พบฝัง ตัวอยู่ในชั้นหินและเหล็กขึ้นใหม่และพบว่าเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์กินเนื้อ ขนาดเล็ก เดิน 2 ขา สูงราว 1 เมตร 20 เซนติเมตร และหนักราว 4-6 กิโลกรัม พวกเขาตั้งชื่อมันว่า "อีโอโดรเมอุส" ซึ่งแปลว่า นักวิ่งแห่งอรุณ(Dawn runner)


          ทั้งนี้จากการพิสูจน์ทางโบราณคดีและธรณีวิทยา ทำให้พวกเขาพบประวัติศาสตร์ก่อนโลกดึกดำบรรพ์อันน่าทึ่ง เพราะมีหลักฐานบ่งชี้ว่า ไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ มีชีวิตอยู่บนโลกในยุคไทรแอสสิคตอนปลาย หรือราว 230 ปีล้านที่แล้ว

          นอกจากนี้ พวกเขายังพบความเกี่ยวพันที่ทำให้เชื่อได้ว่า อีโอโดรเมอุสเป็นบรรพบุรุษของไทรันโนซอรัส หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ 'ทีเร็กซ์' ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ชื่อดัง ที่มีชีวิตอยู่ใน ยุคครีเตเซียส หรือเมื่อราว 65 ล้านปีที่แล้ว

          นักวิทยาศาสตร์และนัก ธรณีวิทยาต่างเชื่อว่าการค้นพบในครั้งนี้ จะสร้างกระแสตื่นตัวในวงการศึกษาวิจัยสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์อีก ครั้งหนึ่ง หลังจากภาพยนตร์เรื่อง 'จูแรสสิค พาร์ค' ของผู้กำกับสตีเว่น สปีลเบิร์ก เคยสร้างกระแสคลั่งไคล้ไดโนเสาร์ไปทั่วโลกมาแล้ว



Credit : Voice TV

กูเกิลประกาศเตรียมออกระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตัวใหม่ "Ice Cream"


       กูเกิลประกาศเตรียมออกระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตัวใหม่ล่าสุดสำหรับสมาร์ทโฟนที่มีโค้ดเนมว่า "Ice Cream" หลังจากได้ส่ง "Honeycomb"แอนดรอยด์ 3.0 ให้กับแท็บแล็ตได้แจ้งเกิดไปแล้ว ภายในงาน CES 2011 ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่า "Ice Cream" จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในฤดูร้อนที่จะถึงนี้ 
       
       ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิลผู้คิดค้นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เตรียมความพร้อมเปิดตัวแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า"Ice Cream" ประมาณเดือน มิถุนายน-กรกฎาคมปีนี้ โดยคาดว่าจะมีการประกาศเปิดตัวภายในงานประชุมของทางบริษัทในเดือนพฤษภาคม ที่ ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
       
       โดยมีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าสมาร์ทโฟนตัวแรกที่จะมารองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ตัวใหม่นี้คงจะหนี่ไม่พ้น Sony Ericsson Xperia Arc ที่เพิ่งเปิดตัวภายในงาน CESที่ผ่านมา แต่ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่ใช้ระบบปฏิบัติการตัวใหม่ 2.4 นี้ โดย "Ice Cream" 2.4 นี้เป็นแอนดรอยด์ที่คลานตามออกมาจากฮันนี่โคม,จิงเจอร์เบรด, โฟรโย่, เอแคลร์,และพี่แก่สุดคือ โดนัท
       
       ในขณะที่ทางกูเกิลได้ชะลอระยะเวลาในการเปิดตัวแอนดรอยด์เวอร์ชันใหม่ให้ล่าช้าลง ซึ่งภายในปีที่แล้วได้มีการเปิดตัวแอนดรอยด์ไปแล้วด้วยกัน 2 รุ่นคือ จิงเจอร์เบรดในเดือนธันวาคม และฮันนี่ โคมในเดือนมกราคม ซึ่งภายในเดือนมิถุนายนคาดว่าน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการแถลงเปิดตัว ไอศครีม 2.4
       
       ซึ่งนับว่าเป็นการดีอย่างยิ่งสำหรับการทำการตลาดของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่จะมีการเปิดตัว 3 เวอร์ชั่นภายใน 6 เดือน โดยผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวภายในงาน CES 2011 ไว้ว่า ระบบปฏิบัติการ ฮันนี่โคม ที่รองรับการทำงานสำหรับแท็บเล็ต มีโอกาสน้อยมากที่จะลงไปอยู่ในรูปแบบของสมาร์ทโฟน จึงเป็นไปได้ว่าทางกูเกิลจะออกระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ Ice Cream 2.4 เพื่อรองรับการทำงานของสมาร์ทโฟน อย่างเต็มรูปแบบ
       
 Credit : Manager

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 อันดับหนังไทย ที่โกยได้สูงสุดในปี2010


          เรียกได้ว่ารายได้หนังปีเสือ ไม่ดุ ไม่แรง แต่โดน …ที่ไม่แรง เป็นเพราะปีนี้มีหนังที่ทำเงินเกิน 100 ล้านบาท เพียงแค่เรื่องเดียว…แต่ที่โดน   ก็คือ ทั้งโดนสถานการณ์เล่นงาน กับ โดนใจผู้ชมนั่นเอง ขอหยิบเอาหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในปีเสือ 10 อัน ดับแรกมาฝากกัน !


อันดับ 1 กวน มึน โฮ  125 ล้านบาท
หนังชื่อโดน แถมยังอาศัยกระแสเกาหลีฟีเวอร์ บวกกับเป็นหนังของค่ายหนังฟีลกู๊ดอย่างจีทีเอช “กวน มึน โฮ” ก็เลยคว้าแชมป์หนังทำเงินปีนี้แบบสบาย ๆ อาจเป็นเพราะตัวอย่างหนังตัดออกมาโดน และใคร ๆ ก็อยากพิสูจน์ภาพยนตร์แนวโรแมนติกของคนไม่รู้จัก กันแต่รักกันว่าจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังแจ้งเกิดนางเอกร้อยล้านคนใหม่อย่าง “หนูนา-หนึ่งธิดา” อีกด้วย
อันดับ 2 สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่า…รัก 80 ล้านบาท
หนังที่อ่อนโปรโมตแต่กลับได้กระแสปากต่อปากและอินเทอร์เน็ตช่วย ทำให้หนังฟอร์มเล็ก ๆ เรื่องนี้เอาชนะใจใครหลายต่อหลายคน แถมยังยืนโรงฉายนานหลายเดือน เก็บเล็กผสมน้อยจนรายได้ทะลุไปเกือบ ๆร้อยล้านบาท เพราะหลายคนประทับใจดูแล้วดูอีก แบบว่ามันจี๊ด
อันดับ 3 สาระแนสิบล้อ 68 ล้านบาท

ค่ายลักษ์ฟิล์มกลับมาทำหนังอีกครั้ง จับมือค่ายใบโพธิ์ ระเบิด เสียงฮาแบบมีเรื่องราว ไม่ได้แกล้ง อำแบบเดิม ๆ โดยได้พระเอกสุด ฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ” มาประชันกับ “ชมพู่-อารยา” และก๊วนสาระแน  ยกทีม หน้าหนังจัดว่าดี แถมโปรโมต สุดพลัง ก็เลยกวาดเงินเข้าวินเป็นอันดับสาม
อันดับ 4 ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ 64 ล้านบาท
เรียกว่ามาแรงแซงโค้งทีเดียวสำหรับตลกสาว    “ตุ๊กกี้” แห่งชิงร้อย ชิงล้าน เพราะทั้ง “เสี่ยเจียง”   แห่งสหมงคลฟิล์ม และ “เสี่ยตา” แห่งเวิร์คพอยท์ พร้อมใจกันดันให้เธอขึ้นแท่นเป็นนางเอกจอเงิน    เป็นเรื่องแรกในชีวิต เรียกเม็ดเงินจากผู้ชมที่นิยมของแปลกได้เป็นอย่างดี
อันดับ 5 โป๊ะแตก  45 ล้านบาท
แค่เห็นหน้า “หม่ำ จ๊กมก” ก็การันตีรายได้ในระดับหนึ่ง เรื่องนี้ยังขนเอานักแสดงตลกชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทยมาเล่นมากมาย ทั้ง เทพ โพธิ์งาม, เท่ง เถิดเทิง, โหน่ง ชะชะช่า, เป็ด เชิญยิ้ม, โน้ต เชิญยิ้ม, ค่อม ชวนชื่น ฯลฯ คอหนังตลกจึงไม่พลาดที่จะตีตั๋วไปหัวเราะกัน
อันดับ 6 องค์บาก 3  44 ล้านบาท
บทสรุปมหากาพย์การต่อสู้ต่อจาก “องค์บาก 2” โดยพระเอกนักบู๊อันดับหนึ่งของเมืองไทย “จา-พนม ยีรัมย์” เจ้าของสโลแกน ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้   ตัวแสดงแทน งานนี้ยังคงเรียกคอหนังแอ๊คชั่นและแฟนประจำได้อย่างเคย แต่ดูแล้วรายได้น้อยกว่าภาค 2 ค่อนข้างเยอะ
อันดับ 7 บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)  41 ล้านบาท
หนังแนวฟีลกู๊ดจากค่าย จีทีเอช ที่ได้นางเอกและนางแบบแถวหน้าอย่าง “พอลล่า เทเลอร์” มารับบท คุณหมอรักษาสิว โดยมีลูกค้าอย่างหนุ่มน้อยที่คิดว่าพ่อไม่รักเพราะตนเองเป็นลูกตลกที่ “มุกแป้ก” รายได้พอไปได้เรื่อย ๆ แม้จะไม่เยอะ อาจเป็นเพราะฉายช่วงต้นปีที่สถานการณ์การเมืองดูอึมครึมเหลือเกิน
อันดับ 8 หลวงพี่เท่ง3   38 ล้านบาท
มาภาคนี้พร้อมกับหลวงพี่อารมณ์จี๊ดและลูกศิษย์อารมณ์ขัน นำทีมโดย หลวงพี่น้อย (น้อย วงพรู) และ พระประเสริฐ (อุ๋ย บุดดาเบลส) หนังไทยแนวธรรมะ ขำเป็นหมู่คณะจากค่ายพระนครฟิลม์ที่ยังคงมอบรอยยิ้มอย่างต่อเนื่องแม้รายได้ จะสู้ภาคแรก ๆ ไม่ได้ก็ตาม
อันดับ 9 นาคปรก  35 ล้านบาท
หนังของค่ายใบโพธิ์ อีกเรื่องที่แรงทั้งเนื้อหาและแรงทั้งคำวิจารณ์ ซึ่งกว่าหนังเรื่องนี้จะฉายให้  คนไทยได้ชมกันก็ต้องผ่านการต่อสู้กับกองเซ็นเซอร์ และ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ที่มีการจัดเรต สุดท้าย “นาคปรก” ก็ผ่านการพิสูจน์และถ่ายทอดสู่สายตาผู้ชมได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ทุกเฟรม พร้อมกับโกยรายได้พอหอมปากหอมคอ
อันดับ 10  ชั่วฟ้าดินสลาย 35 ล้านบาท
หนังฟอร์มยักษ์ของค่ายใบโพธิ์ สหมงคลฟิล์ม จากวรรณกรรมอมตะของ “มาลัย ชูพินิจ” ผลงานการกำกับโดย   “หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” ที่พาผู้ชมย้อนยุคไปพบกับโศกนาฏกรรมความรักอันน่าพิศวงและสะเทือนอารมณ์ ของตัวละคร “ส่าง หม่อง” “ยุพดี” “พะโป้” ท่ามกลางฉากธรรมชาติอันงดงามและงานโปรดักชั่นคุณภาพ แต่ดูแล้วรายได้ยังไม่ค่อยประทับ ใจเท่าไรนักเมื่อเทียบกับหน้าหนังและการโปรโมต

เครดิต

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พบ 25 สิ่งมีชีวิตใหม่ ในประเทศไทย

คณะวิทย์ จุฬาฯ จัดนิทรรศการโชว์ 25 สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ค้นพบครั้งแรกของโลกในประเทศไทย บ่งบอกไทยเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ หวังนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนผู้สนใจเข้าใจถึงความสำคัญและบทบาทของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่จัตุรัสจามจุรี โครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของโครงการแผนพัฒนาวิชาการ จุฬาฯ และ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯจัดแถลงข่าวแถลงข่าวเปิดนิทรรศการ “การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Discovery of New species by Chulalongkorn University)” พร้อมโชว์ 25 สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ที่ค้นพบเป็นครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ผลงานนักวิจัยจุฬาฯ ซึ่งมีรศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน รองอธิการบดี จุฬาฯ เป็นประธานเปิดงาน
          ด้าน รศ.จริยา เล็กประยูร หัวหน้าโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์วิทาศาสตร์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การจัดนิทรรศการครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่พบในประเทศไทย โดยมีทั้งหมด 25 ชนิด แบ่งเป็นสัตว์ 23 ชนิด ได้แก่ ทากดูดเลือดลายจุดเขาใหญ่ ทากดูดเลือดลายโซ่สีตอง ไรขนประคำไทย ไรหลังโล่จารณศรี ไรพหุนัยน์ไทย ไรเปลือกแข็งขนทรงไข่ ไรเปลือกแข็งขนพวง กิ้งกือมังกรสีชมพู ตะเข็บน้อยเอนฮอฟ ตะเข็บน้อยหนังช้าง ตะเข็บน้อยปีกเรียวเล็ก ตะเข็งน้อยปีกกว้าง กิ้งกือกระบอกเมืองฉอด แตนเบียนหนวดยาวเฟลิเซีย แตนเบียนหนวดยาวสุพจน์ แตนเบียนหนวดยาวเหลือง แตนเบียนหนวดยาวขาขาว แตนเบียนหนวดยาวบัลทาซ่า แตนเบียนหนวดยาวมอลเลย์ หอยนักล่าเกลียวเชือก หอยต้นไม้ลายจุด กบห้วยขาปุ่มจารุจินต์ และกบห้วยขาปุ่มเทเลอร์

ส่วน พืช 2 ชนิด ได้แก่ โฮย่าบาลา หญ้าข้าวป่าไทย ซึ่งสัตว์บางตัวได้เคยเปิดเผยและเป็นที่รู้จักทั่วโลกมาแล้ว เช่น กิ้งกือมังกรสีชมพู แต่ขณะเดียวกัน ก็ได้พบสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่ยังไม่เคยเปิดเผยมาก่อน เช่น ทากดูดเลือดลายจุดเขาใหญ่ ไรอะดามิสทิสไทย ตะเข็บน้อยหนังช้าง แตนเบียนหนวดยาวฟาลิเซีย หอยต้นไม้ลายจุด กบห้วยขาปุ่มจารุจินต์ โฮย่าบาลา หญ้าข้าวป่าไทย เป็นต้น จัดแสดงเพื่อโชว์ศักยภาพของนักวิจัยจุฬาฯ พร้อมเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่นักวิจัยพืชและสัตว์ให้ความสนใจ เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอย่างมาก อันเป็นการบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่สร้างสรรค์ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต อันเป็นประโยชน์ต่อการค้นคว้าวิจัย
ทั้งนี้ ปี พ.ศ. 2553 หรือปี ค.ศ. 2010 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Year of Biodiversity) นิทรรศการดังกล่าวจึงเป็นการให้ความรู้ทางด้านอนุกรมวิธาน การค้นพบและบทบาทที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต สปีชีส์ใหม่หรือชนิดใหม่ เพื่อให้บริการความรู้ทางด้านนี้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ ให้เข้าใจถึงความสำคัญและบทบาทของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
รศ.จริยา กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นคณะกรรมการดำเนินงานจึงได้ร่วมกันจัดทำหนังสือ “ปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ 2553: การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานของคณาจารย์และนิสิตภาควิชาชีววิทยาในการค้นพบสัตว์สปีชีส์ใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิจัยระดับนานาชาติซึ่งเป็นที่ยอมรับ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญไว้เป็นหลักฐานในการค้นคว้าที่สำคัญสำหรับนักศึกษาและนักวิจัยคนไทยต่อไป อย่างไรก็ตาม อยากเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา อาจารย์ หรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมนิทรรศการดังกล่าว เพราะนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆในการเข้าชม

ที่มา คมชัดลึก

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ไทยเสี่ยงเสียวงโคจรดาวเทียม 50.5E ท่ามกลางศึกแย่งชิงจาก 4 ชาติ

 เตือนกระทรวงไอซีที พึงตระหนักว่ามีความเสี่ยงสูงที่ไทยจะเสียตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก หลังไทยคม 2 ที่หมดอายุถูกลากเข้าไปในตำแหน่งนี้เพียง 17 วัน ด้วยความเชื่อว่าระยะเวลาแค่นั้น จะยังทำให้ไทยได้สิทธิ์ในวงโคจรต่ออีก 2 ปี ท่ามกลาง 4 ชาติที่จ้องวงโคจรนี้ตาเป็นมัน
         แหล่งข่าวในธุรกิจดาวเทียมสื่อสารกล่าวว่า มีเหตุผลอย่างน้อย 5 ประการที่ทำให้ไทยถูกแย่งชิงสิทธิ์ในการใช้ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก (50.5E) คือ


  1. การแจ้งเอกสารที่ไม่ถูกต้องของอินเทลแซท ว่าเป็นการใช้ในนามประเทศไทย 
  2. การแจ้งเอกสารที่ไม่ถูกต้องเรื่องการใช้วงโคจร 50.25E ในกระบวนการทำให้การใช้วงโคจร 50.5E ถูกกฎหมาย 
  3. การปล่อยให้วงโคจรว่างลงในเดือนเมษายน 2008 แต่แจ้งแก่ ITU ว่าเป็นเดือนพ.ย. 2009 
  4. การทำให้วงโคจรไม่ถูกใช้งานนานกว่า 2 ปี และ
  5. การใช้งานวงโคจรเพียง 17 วัน ซึ่งเป็นเวลาแสนสั้นในการเริ่มต้นเงื่อนไข 2 ปี ใหม่

        ตามข้อบังคับของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระบุว่าวงโคจรดาวเทียมเป็นสมบัติของชาติประเทศเอกราชเท่านั้น ซึ่งในเดือนมีนาคม 1994 ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนและยื่นขอสิทธิ์จาก ITU ในการใช้พื้นที่วงโคจรหลายจุด รวมถึง 50.5E ซึ่งเคยถูกใช้กับดาวเทียมไทยคม 3 มาก่อน

         ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2006 ดาวเทียมไทยคม 3 ถูกปลดระวาง และเคลื่อนย้ายออกจากวงโคจร 50.5E เนื่องจากความล้มเหลวในการกระจายสัญญาณ ต่อมาวงโคจร 50.5E ถูกระบุว่าใช้งานโดยดาวเทียมของอินเทลแซท (Intelsat) ภายใต้ข้อตกลงจนถึงเดือนเมษายน 2008 แต่วงโคจรนี้ถูกใช้อย่างไม่ถูกต้อง เนื่องจากอินเทลแซทใช้พื้นที่วงโคจรที่ 50.25E การเปิดเผยเรื่องนี้ทำให้วงโคจรนี้เกิดปัญหาขึ้น
              ภายใต้ข้อบังคับของ ITU ระบุว่าเมื่อใดที่ตำแหน่งวงโคจรไม่ถูกใช้งาน ประเทศดังกล่าวมีสิทธิ์ 2 ปีในการส่งดาวเทียมกลับสู่วงโคจรเดิม หรือไม่ก็เสียสิทธิ์ให้แก่ประเทศถัดไปที่รอต่อคิวใช้ตำแหน่งวงโคจร ซึ่งปัจจุบัน หลายประเทศต่างยื่นเอกสารขอสิทธิ์จาก ITU และรอต่อคิวใช้งานตำแหน่งวงโคจรทุกจุด
         ปัจจุบัน สิทธิ์ในการใช้วงโคจร 50.5E ยังคงเป็นของประเทศไทย แต่กำลังเสี่ยงในการถูกแย่งชิงไปโดยประเทศสมาชิก ITU หลังจากที่อินเทลแซทเคลื่อนย้ายดาวเทียมออกจากวงโคจร 50.25E ในเดือนเมษายน 2008 ประเทศไทยได้รอเวลาจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2009 จึงแจ้งให้ ITU ทราบว่าตำแหน่งวงโคจรไม่ได้ถูกใช้งาน
          ความล่าช้าที่เกิดขึ้นเปิดช่องให้การครอบครองสิทธิ์ในการใช้งานวงโคจร 50.5E ของประเทศไทยมีอุปสรรคมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการแจ้งกับ ITU นั้นไม่ตรงกับช่วงการใช้งานวงโคจรที่แท้จริง
         แหล่งข่าวกล่าวว่า ไทยคมได้เคลื่อนย้ายดาวเทียมไทยคม 2 จากวงโคจร 78.5E มาเป็นตำแหน่ง 50.5E โดยอ้างว่าเมื่อดาวเทียมปฏิบัติการย้ายตำแหน่งกลับไปยังตำแหน่งวงโคจรเดิม สิทธิ์ในการถือครองวงโคจรของประเทศไทยจะถูกปกป้องไว้ แต่เนื่องจาก ไทยคม 2 เป็นดาวเทียมดวงเดียวในวงโคจร 50.5E ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2010 ถึง 28 ตุลาคม 2010 (17 วัน) โดยไทยประกาศว่าตำแหน่งวงโคจรดังกล่าวถูกนำกลับมาใช้งาน และแจ้งแก่ ITU ว่าประเทศไทยมีดาวเทียมปฏิบัติการที่วงโคจร 50.5E
         แต่ขณะนี้ ไทยคมได้แจ้งแก่ ITU ว่าวงโคจรดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว และต้องการเวลาอีก 2 ปีก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจใช้ตำแหน่งวงโคจรหรือสละสิทธิ์ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มีแนวโน้มว่าจะไม่มีประเทศใดที่เห็นชอบด้วย เนื่องจากเวลาเพียง 17 วันไม่เพียงพอต่อการยืนยันด้วยเหตุผล ว่าไทยคม "กำลังใช้งาน" วงโคจรที่ได้ยื่นเอกสารต่อ ITU ฉบับดั้งเดิม แถมในขณะนี้ ดาวเทียมไทยคม 2 นั้นไม่ได้อยู่ที่วงโคจร 50.5E ด้วย แต่ไถลไปทางตะวันตก 2.5 องศาต่อวัน เหมือนว่าดาวเทียมไม่สามารถควบคุมได้
         แหล่งข่าวกล่าวว่า ถึงตอนนี้ ประเทศไทยมีวงโคจรดาวเทียมเพียง 3 ตำแหน่ง การสูญเสีย 50.5E ไป 1 ตำแหน่ง ทั้งที่เป็นตำแหน่งที่ครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณดีที่สุด จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิ์ในการใช้วงโคจรถึง 33% ถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติในห้วงอวกาศของประเทศ
         นอกจากนี้ในปัจจุบันมี 4 ประเทศ คือ รัสเซีย จีน ตุรกี และเกาะ Mauritius ในมหาสมุทรอินเดียที่แสดงความสนใจและได้ยื่นขอสิทธิ์ในการใช้วงโคจร 50.5E ด้วยบุริมสิทธิ์ที่ด้อยกว่าประเทศไทย แต่หากไทยสูญเสียสิทธิ์ในการใช้วงโคจร ประเทศเหล่านี้จะมีสิทธิ์ใช้งานวงโคจรได้ก่อน 4 ปี
          "ตำแหน่งวงโคจรที่ 50.5E เป็นตำแหน่งดาวเทียมที่ไทยขอใช้จาก ITU แต่ไม่เคยยิงดาวเทียมขึ้นมาใช้วงโคจรนี้เลย หากไทยยังปล่อยให้ตำแหน่งนี้ว่างอยู่จนสิ้นปีนี้ ITU จะยึดวงโคจรนี้คืน ซึ่งตำแหน่งนี้จะอยู่ในจุดที่มีรัศมีครอบคลุมตั้งแต่ประเทศไทย ตะวันออกกลางและแอฟริกา"



ที่มา

กูเกิลเปิดตัว Nexus S มาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล "เน็กซัส"

       กูเกิล (Google) เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล "เน็กซัส" ตามความคาดหมาย แจ้งเกิด Nexus S ฝีมือการผลิตของซัมซุง (Samsung) ในฐานะอุปกรณ์แอนดรอยด์เรือธงของกูเกิลเพื่อชนช้างกับไอโฟนของค่ายแอปเปิล (Apple) มาพร้อมหน้าจอ 4 นิ้วโค้งมนแบบชิ้นเดียวไร้รอยต่อหรือ unique curved screen โดยข่าวเรื่องการติดตั้งชิป near-field communications ที่ออกมาก่อนหน้านี้เป็นความจริง ทำให้เจ้าของ Nexus S สามารถใช้เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการชำระเงินตามจุดให้บริการได้
       ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า Nexus S มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ความละเอียด 480x800 พิกเซลขนาด 4 นิ้ว ประกอบด้วยกระจกแก้วโค้งมนชิ้นเดียว มีกล้องดิจิตอลด้านหน้าและหลัง ใช้ชิป 1GHz Cortex A8 ในการประมวลผล บนแฟลชเมมโมรี 16GB
       ตามที่ซีอีโอกูเกิลได้เคยเปิดเผยไว้แล้ว Nexus S ฝังชิปเทคโนโลยี near-field communications ทำให้ผู้ใช้สามารถนำ Nexus S ไปวางที่เครื่องอ่านเพื่อชำระเงินสินค้าหรือบริการใดๆก็ได้ ผลจากเทคโนโลยี near-field communications ที่เป็นเทคโนโลยีรับส่งข้อมูลไร้สายระยะสั้น ทำให้ Nuxus S สามารถรองรับกิจกรรมได้หลายรูปแบบ เช่นการใช้โทรศัพท์มือถือแทนกุญแจ เป็นต้น


       "Nexus S คืออุปกรณ์นำร่องของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ Gingerbread (Android 2.3) มันคือสมาร์ทโฟนตัวแรกที่จะมาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอรชันใหม่ล่าสุดนี้" แอนดี้ รูบิน (Andy Rubin) รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของกูเกิลกล่าว "เราร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้กับซัมซุง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการผูกรวมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ใน Nexus S จะสามารถสร้างความโดดเด่นด้านการพัฒนาของแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ได้แน่นอน"
       สำหรับการใช้ชื่อแบรนด์ Nexus รูบินระบุว่า Nexus S จะทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่กูเกิลให้ชื่อว่า 'pure Google' ซึ่งได้แก่ การไม่บังคับว่าต้องใช้งานโอเปอเรเตอร์รายใด การไม่ถูกปิดกั้นการเลือกใช้สุดยอดบริการสำหรับอุุปกรณ์เคลื่อนที่ของกูเกิล โดยที่ผู้ใช้สามารถอัปเกรดระบบปฏิบัติการได้ตลอดเวลา
       Nexus S จะวางจำหน่าย 2 ระดับราคา ได้แก่ 529 เหรียญ (ราว 15,900 บาท) สำหรับเครื่องไม่กำหนดโอเปอเรเตอร์ (unlocked) และ 199 เหรียญ (ราว 6,000 บาท) หากซื้อร่วมกับบริการของ T-Mobile ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี
       รายงานระบุว่า Best Buy จะเป็นผู้จำหน่าย Nexus S ทั่วสหรัฐฯตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป ก่อนจะขยายไภูมิภาคอื่นปยังร้าน Carphone Warehouse ในอังกฤษ ช่วงหลังวันที่ 20 ธันวาคม ทั้งหมดยังไม่มีรายงานกำหนดการวางจำหน่ายในภูมิภาคอื่นของโลกในขณะนี้
       นี่ถือเป็นความคืบหน้าอย่างเป็นทางการหลังจากกูเกิลแจ้งเกิด Nexus One สู่ตลาดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ครั้งนั้นกูเกิลร่วมมือกับผู้ผลิตสัญชาติไต้หวันอย่าง HTC ดูแลทั้งการพัฒนาเครื่อง การตลาด และการจัดจำหน่ายเองผ่านเว็บไซต์กูเกิล แต่ผลิตภัณฑ์กลับไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งถูกยกเลิกโครงการไปในที่สุด โดยกูเกิลแขวนป้ายเลิกกิจการร้านขายสมาร์ทโฟนบนเว็บไซต์เมื่อเดือนกรกฎาคม 53 ไม่ระบุเหตุผลที่แน่ชัด แต่ขึ้นข้อความขออภัยบนเว็บไซต์ พร้อมชี้แจงว่ากูเกิลจะไม่จำหน่ายเน็กซัสวันโดยตรงอีกต่อไป



ที่มา

วันแรกใบสั่งออนไลน์วุ่นผู้ขับขี่มึน


ผลทดลองใช้ตู้ใบสั่งออนไลน์วันแรกพบผู้ขับขี่งงไม่รู้ข่าวข้อหายอดฮิตที่จอด


         วันนี้ (7 ธ.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. ดูแลงานด้านการจราจร เปิดเผยว่า ในส่วนของใบสั่งออนไลน์ ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเริ่มใช้ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ในพื้นที่บก.จร. บก.น.5 และที่จังหวัดปทุมธานีนั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่มีความพร้อมในการใช้งานแล้ว หลังจากที่ให้ตำรวจจราจรเข้าอบรมวิธีการใช้ รวมถึงทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา
         ทั้งนี้ เครื่องออกใบสั่งออนไลน์ จะมีใช้ทั้งหมดในพื้นที่นครบาลรวม 15 เครื่อง และในพื้นที่ จ.ปทุมธานี อีกจำนวน 15 เครื่อง ซึ่งยังถือว่าน้อยมาก อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดสรรแบ่งไปตามโรงพักต่างๆ ประมาณแห่งละ 1 เครื่อง โดยจะทดลองใช้เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วัน หากเห็นว่าได้รับผลตอบรับที่ดี ก็จะมีการจัดซื้อเพิ่มเติมอีก
          พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการประเมินนั้น จะประเมินผลภาพรวมทั้งหมดหลังทดลองใช้  1   เดือน  วันนี้เป็นวันแรก ของการนำร่องใช้เครื่องออกใบสั่งออนไลน์   จึงมีปัญหาในเรื่องของการทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะมีประชาชนบางส่วน ยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเครื่องออกใบสั่งออนไลน์  จากนี้ไปต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ ทั้งนี้หากนำเครื่องใบสั่งออนไลน์ มาใช้ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่จะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้เป็นอย่างดี

ด้าน พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสอาด ผบก.จร. กล่าวว่า เบื้องต้นจะประเมินภาพรวมของการดำเนินการปฏิบัติใน  7 วันแรกก่อน เพื่อดูผลและอุปสรรคต่างๆ  ทั้งนี้ปัญหาที่พบ คือประชาชนยังไม่เข้าใจในการดำเนินการของตำรวจเกี่ยวกับเครื่องมือใบสั่งออนไลน์ จะต้องมีการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมอีกครั้ง  ส่วนข้อหาที่จับกุมมากที่สุดในวันนี้ คือการจอดรถในที่ห้ามจอด  จากนี้จะต้องรอผลรวมจากภาค 1 บก.น.5 และในพื้นที่นครบาล เพื่อรวบรวมตัวเลขทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนจะชี้แจ้งให้ประชาชนได้รับทราบ และฝากเตือนประชาชนให้เคารพกฎจราจร เพราะเครื่องดังกล่าวจะบันทึกข้อหาของผู้กระทำผิดไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อหาได้.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ Dailynews

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กทช.เร่งติดเน็ตชุมชน

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวถึงการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมว่า ขณะนี้ กทช.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดให้มีศูนย์อินเทอร์เน็ตชุมชนประมาณ 400 แห่ง
เพื่อให้เป็นศูนย์เล่น เรียนรู้ของชุมชน ในพื้นที่ชนบท หรือที่บริการโทรคมนาคมยังไม่เข้าทั่วถึง เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปพัฒนาศักยภาพและความรู้ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ที่มา : คมชัดลึก

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เฟซบุ๊ก เตรียมตัวเปิดบริการอีเมลเร็วๆ นี้

          Facebook ยักษ์ใหญ่โซเชียลเน็ตเวิร์ค เตรียมตัวเปิดบริการอีเมล คาดจากการเชิญสื่อเข้าร่วมงานจันทร์นี้ ส่วนกูเกิลอาจเปิดโซเชียลเน็ตเวิร์คแข่ง...
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ว่ามีการเคลื่อนไหวจากทางเฟซบุ๊กในท่าทีเกี่ยวกับการเปิดบริการอีเมลรวม กับบริการอื่นๆ ของเฟซบุ๊กเอง
รายงานดังกล่าวมาจากเว็บไซต์เทคโนโลยี ชื่อดังอย่างเทคครันช์ที่รายงานว่า เฟซบุ๊กมีแผนที่จะเปิดตัวบริการอีเมลดังกล่าวในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ โดยมีสื่อหลายแห่งได้รับการเชิญไปร่วมงาน แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของงานดังกล่าวออกมาแต่อย่างใด
รายงาน จากอีกแห่งยังยืนยันว่าเฟซบุ๊กมีแผนที่จะลงทุนกับศูนย์เก็บข้อมูลแห่งใหม่ใน มลรัฐนอร์ธ แคโรไลนา ของสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 450 ล้านดอลลาร์หรือราว 13,430  ล้านบาท ซึ่งประจวบเหมาะกับข่าวลือที่ว่าเฟซบุ๊กจะเปิดบริการอีเมลให้กับผู้ใช้เฟ ซบุ๊กในปัจจุบัน
นอกจากนี้  ยังมีการเปิดเผยถึงโปรเจ็คต์ลับที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนอย่าง 'Project Titan' ที่มีการพูดถึงในภายในว่าเป็น 'Gmail Killer' เลยทีเดียว
ปัจจุบัน เฟซบุ๊กมีฐานผู้ใช้อยู่ที่ 500 ล้านคน ถือว่าทรงพลังที่สุดในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ทั่วโลก และเมื่อเทียบกับเว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมลพบว่า มากกว่าทั้งฮ็อทเมลที่มีผู้ใช้อยู่ที่ 361.7 ล้านคน      ยาฮู 273.1 ล้านคน และจีเมล 193.3 ล้านคน  และท่าทีล่าสุดหมายความว่าถ้าเฟซบุ๊กเปิดบริการอีเมลขึ้นจริงโดยผูกกับบัญชี ผู้ใช้ของเฟซบุ๊กในปัจจุบัน จะทำให้เฟซบุ๊กกลายเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการอีเมลที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปด้วย
ส่วน ทางฝั่งกูเกิลมีความเคลื่อนไหวในส่วนของการที่จะปั้นบริการ  'Google Me' ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะเข้าชนตรงๆ กับเฟซบุ๊กนั้นใกล้จะเผยโฉมแล้ว     แม้ว่าทางกูเกิลเองจะพยายามปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอดก็ตาม.






ข่าวจาก :  ไทยรัฐ   15 พฤศจิกายน 2553

ระวัง!!! โทรศัพท์หลอกขอ password

          เหตุการณ์ "อำเหนือเมฆ" เพื่อหลอกเอารหัสผ่าน (password) จากผู้ใช้คอมพิวเตอร์รายล่าสุดนี้เกิดขึ้นกับชาวเมือง Wllington ในสหรัฐฯ ซึ่งตามรายงานระบุว่า พวกเขาได้รับโทรศัพท์จากใครบางคนที่อ้างตัวเป็นพนักงานไมโครซอฟท์ (Microsoft) ติดต่อมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาไวรัสบนคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ




ศูนย์กลางรับเรื่องร้องเรียนสถานีตำรวจในเมือง Wellington กล่าวว่า เจ้าทุกข์รวมแล้วเกือบ 100 รายได้ติดต่อเข้ามา เพื่อรายงานให้ทราบว่า พวกเขาถูกหลอกโดยพนักงานไมโครซอฟท์ตัวปลอม โดยทางต้นสายอ้างว่า พวกเขาทำงานอยู่ที่ไมโครซอฟท์ และติดต่อมา เพื่อช่วยกำจัดไวรัสที่สแกนพบในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ซึ่งการที่พวกเขาจะแก้ไขได้นั้น ผู้ใช้แค่บอกพาสเวิร์ดของคอมพิวเตอร์ให้ทราบก็พอ หลังจากได้รหัสผ่านไปแล้ว แฮคเกอร์ก็จะสามารถล็อกอินเข้าไปในระบบของผู้ใช้ด้วยสิทธิ์ของ Admin ได้อย่างง่ายดาย ประเด็นก็คือ ทางไมโครซอฟท์ไม่มีการเสนอให้บริการลักษณะดังกล่าวกับลูกค้าแต่อย่างใด เตือนกันให้ทราบสำหรับเทคนิคกลโกงของผู้ไม่หวังดี เพราะบ่อยครั้งที่การแฮคพาสเวิร์ดไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน เพราะทำแค่นี้ก็ได้แล้ว ง่ายจริงๆ


ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

"วินต์ เซิร์ฟ" ชี้ไอพีวี 4 ใกล้ถึงทางตัน คาดช่วงยกเครื่องสู่ระบบใหม่ "ไอพีวี 6" กระทบระบบป่วน-เว็บอืด จี้ภาคธุรกิจตื่นตัว

          "วินต์ เซิร์ฟ" ชี้ไอพีวี 4 ใกล้ถึงทางตัน คาดช่วงยกเครื่องสู่ระบบใหม่ "ไอพีวี 6" กระทบระบบป่วน-เว็บอืด จี้ภาคธุรกิจตื่นตัวสกัดปัญหาที่อยู่อินเทอร์เน็ตขาดแคลนกระทบธุรกิจ

รายงานข่าวจากบีบีซี นิวส์ กล่าวว่า "วินต์ เซิร์ฟ" หนึ่งในผู้บุกเบิกระบบสถาปัตยกรรมเครือข่ายเตือน "อินเทอร์เน็ต" อาจเผชิญภาวะไร้เสถียรภาพ เนื่องจากการเปลี่ยนระบบการกำหนดที่อยู่อินเทอร์เน็ตใหม่ หรือ "ไอพีวี 6"
นายเซิร์ฟ ระบุว่า ที่อยู่อินเทอร์เน็ต (IP Address) ปัจจุบันใกล้จะหมดลงในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ (2555) ซึ่งประเทศ และภาคธุรกิจต่างๆ จะต้องเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนระบบใหม่ ที่อาจเป็นช่วงทำให้อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร และการเข้าถึงเว็บไซต์ หรือบริการต่างๆ ทำได้ยาก
ปัจจุบันเครือข่ายอินเทอร์เน็ตใช้ระบบการระบุที่อยู่ในเวอร์ชั่น 4 หรือ "ไอพีวี 4" ซึ่งจะสามารถกำหนดที่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ราว 4.3 พันล้านไอพี และคาดว่าจะใช้หมดในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2555
ขณะที่ระบบใหม่ที่สามารถกำหนดที่อยู่อินเทอร์เน็ตได้มากกว่านั้นเรียกว่า "ไอพีวี 6" แต่เนื่องจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทำได้ค่อนข้างช้า
"ภาคธุรกิจควรต้องเข้าใจว่านี่เป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยอมรับใช้งานกัน และจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เครือข่ายสามารถขยายตัว และวางใจที่จะใช้งานได้ต่อไป" นายเซิร์ฟกล่าว
พร้อมกับติงว่า ธุรกิจทั่วโลกยังไม่คำนึงถึงแผนสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเขาเชื่อว่า ธุรกิจจะไม่สามารถเติบโตได้หากไม่มีพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตให้ขยายตัวได้ต่อ
ขณะที่ปัญหาของการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเริ่มเลวร้ายมากขึ้น เนื่องจากระบบที่อยู่อินเทอร์เน็ตทั้ง 2 ระบบไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบอินเทอร์เน็ตจะไม่หยุดทำงาน หากแต่การเข้าถึงเว็บจะทำได้ไม่ราบรื่น
เขายกตัวอย่างกรณีกูเกิล ซึ่งแม้จะเป็นยักษ์ใหญ่บนอินเทอร์เน็ต แต่ก็ยังใช้เวลาถึง 3 ปี ในการเปลี่ยนมาใช้ระบบไอพีวี 6 ให้สามารถทำงานได้สมบูรณ์
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีข้อมูลเพียง 1% เท่านั้น ที่ส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยระบบแพคเก็ตไอพีวี 6 ทั้งยังมองว่าการเปลี่ยนระบบดังกล่าวควรจะต้องเป็นประเด็นสำคัญต้นๆ ของโลก ที่จะต้องทำในขณะนี้ โดยบางประเทศ เช่น จีน และสาธารณรัฐเช็กได้เริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบดังกล่าวแล้ว แต่หลายประเทศยังไม่แม้แต่จะริเริ่ม
นายไนเจล ทิตเลย์ ประธานองค์กร RIPE ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตในระบบไอพีวี 4 กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ควรจะคิดถึงการเปลี่ยนแปลงก่อนที่ปัญหาไอพีขาดแคลน จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังจะกระทบต่อความพยายามที่จะกระตุ้นให้คนออนไลน์มากขึ้น หรือการส่งเสริมให้เกิดตลาดอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากขาดแคลนที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต
อย่างไรก็ตาม กุญแจสำคัญที่เชื่อว่าจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้ระบบไอพีวี 6 คือ ผู้ให้บริการระบบ หรือไอเอสพี ควรจะเสนอเป็นบริการให้กับลูกค้าในเครือข่ายมากขึ้น


 
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แคนนอนทุ่มทุน 5 พันล้านบาทสร้างโรงงานผลิตอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์แห่งใหม่

 บริษัท แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศลงทุน 5 พันล้านบาท (ประมาณ 14,600 ล้านเยน) สร้างโรงงานผลิตอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์แห่งใหม่ ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการผลิตในเดือนตุลาคม พ.ศ.2554
       
       มร.คาซูฮิโระ คิตามูระประธานกรรมการบริษัท แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด มีโรงงานแห่งแรกตั้งอยู่ที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีการสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ขึ้นที่ จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวสำคัญในการขยายการดำเนินธุรกิจในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ของตลาดโลกที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว แคนนอนมองเห็นว่าตลาดโลกของอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์ ที่โรงงานแห่งใหม่จะดำเนินการผลิตมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จึงเร่งมือในการสร้างระบบการผลิตอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์ที่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
       
       แคนนอนหวังว่าโรงงานแห่งที่ 2 นี้ จะช่วยประสานประโยชน์ร่วมกับโรงงานในปัจจุบัน เช่น ในเรื่องการจัดหาชิ้นส่วน การใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างเต็มที่ และแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพ
       
       โรงงานอิงค์เจ็ทพริ้นเตอร์แห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 160 ไร่ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ระบบและกระบวนการผลิตที่ทันสมัยระดับโลกของแคนนอน ผลิตเพื่อส่งออก 100% มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 5,500,000 เครื่องต่อปี
       
       ผู้บริหารแคนนอนกล่าวว่า การลงทุนของ บริษัท แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเอื้อประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การจัดหาชิ้นส่วน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง การเพิ่มอัตราการว่าจ้างที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีแผนจ้างแรงงานท้องถิ่นสูงถึง 5,000 อัตรา
       
       บริษัท แคนนอน ไฮ-เทค (ประเทศไทย) จำกัด ผลิต และส่งออกอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ไปทั่วโลก และหลังจากสภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการอิงค์เจ็ตพริ้นเตอร์ในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยปลายปี พ.ศ. 2554 แคนนอนมีแผนที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกพริ้นเตอร์ให้สูง
ยิ่งขึ้น


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 ตุลาคม 2553 22:12 น.

เอ็มเปย์" จับมือ "เอเชียซอฟท์" บัตรเงินสด วัน-ทู-คอล เติมเงินเกมออนไลน์

"เอ็มเปย์" จับมือ "เอเชียซอฟท์" ขยายบริการบัตรเงินสด วัน-ทู-คอล ให้สามารถนำไปเติมเงินเข้าสู่เกมออนไลน์ในเครือฯเอเชียซอฟท์และเพลย์พาร์คได้ทุกเกม ผู้บริหารชี้เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้แก้ผู้เล่นเกม แถมยังช่วยขยายช่องทางการเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ
       
       วันนี้ (11 ต.ค.) บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ร่วมกับบริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวความร่วมมือในการขยายบริการของบัตรเงินสด วัน-ทู-คอล ให้สามารถนำมาเติมเงินเข้าสู่เกมออนไลน์ของเอเชียซอฟท์รวมถึงเกมออนไลน์ของเพลย์พาร์คได้
       
       นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท กรรมการผู้จัดการบริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด ระบุว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แอดวานซ์ เอ็มเปย์ มองเห็นโอกาสในการทำตลาดกลุ่มคนเล่นเกม จึงได้มีการขยายบริการของบัตรเงินสด วัน-ทู-คอล ให้ครอบคลุมในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการจับมือกับเอเชียซอฟท์ เจ้าตลาดเกมออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศไทย โดยบัตรเงินสด วัน-ทู-คอล จะสามารถเติมเงินเข้าสู่เกมออนไลน์ของเอเชียซอฟท์ได้ทุกเกม
       
       นายสุปรีชา เปิดเผยอีกว่า ผู้เล่นเกมจะได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถหาซื้อบัตรเงินสด วัน-ทู-คอล ได้อย่างง่ายดายจากจุดขายหลายช่องทาง อาทิ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ , ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต , เซเว่น อีเลเว่น , เทสโก้โลตัส , คาร์ฟู , พาวเวอร์บาย , ร้านบีเทรนด์ , ที่ทำการไปรษณีย์และ ธกส. รวมทั้งสิ้นกว่า 8,000 จุดทั่วประเทศ
       
       นายกิตติพงศ์ พฤกษอรุณ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เอเชียซอฟท์ดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ดังนั้นจึงหาบริการใหม่ๆมามอบให้กับลูกค้าอยู่เสมอ ซึ่งการจับมือกับแอดวานซ์ เอ็มเปย์ เพื่อให้ผู้เล่นเกมสามารถใช้บัตรเงินสด วัน-ทู-คอล เติมเงินเข้าสู่เกมออนไลน์ได้ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางและจะช่วยให้ผู้เล่นได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
       
       นายกิตติพงศ์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันถึงแม้ว่าเอเชียซอฟท์จะมีการจำหน่ายบัตรเติมเงินเกมออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า "เอแคช" อยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากบัตรเงินสด วัน-ทู-คอล จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในช่องทางการขายที่เอแคชไปไม่ถึง อาทิ ที่ทำการไปรษณีย์และ ธกส. ขณะเดียวกันราคาบัตรทั้งสองแบบก็ต่างกัน ทำให้ผู้เล่นสามารถเลือกซื้อในราคาที่เหมาะสมได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังเป็นร่วมมือกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งเกมของเอเชียซอฟท์จะไม่ทำธุรกรรมกับบัตรเงินสดรายอื่น ขณะเดียวกันในส่วนของบัตรเงินสด วัน-ทู-คอล ก็จะไม่สามารถนำไปเติมเงินเกมออนไลน์ของบริษัทเกมอื่นเช่นกัน
       
       ทั้งนี้ บัตรเงินสด วัน-ทู-คอล มีหลายราคาให้ได้เลือกซื้อตามความเหมาะสม อาทิ 50 , 100 , 300 และ 500 บาท ปัจจุบันสามารถใช้ได้กับบริการต่างๆดังนี้
       - เติมเงินโทรศัพท์ วัน-ทู-คอล
       - ชำระค่าบริการ บัดดี้ บรอดแบรนด์
       - ชำระค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศ Connect Talk
       - ซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตของ CS LOXINFO
       - ชำระค่าบริการบนเว็บไซต์ hunsa.com
       - เติมเงินเกมออนไลน์ทุกเกมของ เอเชียซอฟท์และเพลย์พาร์ค ยกเว้น RO Airtim


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 ตุลาคม 2553 17:51 น.

กูเกิลเต็มที่ เปิดตัวกล่องรับสัญญาณ Google TV



        หลังจากเป็นข่าวมานาน ล่าสุดโลจิเทค (Logitech) เปิดตัวอุปกรณ์ต่อพ่วงโทรทัศน์ในระบบ "Google TV" รุ่นแรกอย่างเป็นทางการ เพื่อให้แฟนละครรายการทีวีอเมริกันสามารถเพลิดเพลินกับคอนเทนต์ออนไลน์เต็มที่ มีกำหนดจำหน่ายจริงปลายเดือนตุลาคมนี้ สนนราคากล่องรับส่งสัญญาณระบบ Google TV อยู่ที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 9,000 บาท
       
       Gerald Quindlen ประธานกรรมการบริหารโลจิเทค ผู้ผลิตคีย์บอร์ด เว็บแคม และนานาอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์สัญชาติสวิส ให้สัมภาษณ์ว่านานาผลิตภัณฑ์สำหรับระบบ Google TV จากโลจิเทคจะทำให้ห้องนั่งเล่นของผู้ใช้เปลี่ยนไป โดยในงานเปิดตัว โลจิเทคนำเสนอกล่องเซ็ตท็อบบ็อกซ์ Logitech Revue (300 เหรียญ), Mini Controller รีโมทคอนโทรล์ไร้สายขนาดเท่าเครื่องปาล์ม (130 เหรียญ), อุปกรณ์ทีวีคาเมราหรือชุดกล้องดิจิตอลเพื่อการทำวิดีโอคอนเฟอร์เรนซิงบนทีวี (150 เหรียญ) และคีย์บอร์ดที่จะถูกพ่วงไปกับ Revue จะวางจำหน่ายแยกต่างหากในราคา 100 เหรียญ
       
       สำหรับระบบ Google TV ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงานประชุมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่กูเกิลจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมในซานฟรานซิสโก รองประธานฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ของกูเกิล Mario Queiroz ระบุว่าระบบนี้เป็นการรวมพลังของระบบค้นหา เว็บเบราว์เซอร์ และแอปพลิเคชันแอนดรอยด์ (Android) บนทีวีโทรทัศน์ โดยระบุว่า กูเกิลภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับโลจิเทคและโซนี่ในการนำเสนออุปกรณ์ Google TV ชุดแรก เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์และทีวีได้ง่ายยิ่งขึ้น
       
       นี่คือความเคลื่อนไหวล่าสุดหลังจากกูเกิลประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่าเว็บไซต์และสถานีวิทยุโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง Amazon, NBA, Netflix, New York Times, NBC Universal, USA Today และอีกหลายแห่งจะร่วมกันให้บริการคอนเทนท์บนระบบ Google TV โดยผู้สนใจซื้อทีวีจากโซนี่หรืออุปกรณ์ต่อพ่วง Google TV จากโลจิเทค จะต้องเข้ามาศึกษาวิธีการสั่งซื้อที่เว็บไซต์ Google.com/TV


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 ตุลาคม 2553 18:45 น.

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553

หนุ่มอัจฉริยะวัย 17ปี นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฟ้องสื่อถูกครูแย่งรางวัล

[โอเคเนชั่น] รายงานว่า พ่อนักเขียนและพัฒนาซอฟต์แวร์ ดีกรีรองแชมป์ "ไทยแลนด์ ไอซีที อวอร์ด 2010" ร้องสื่อขอความเป็นธรรม หลังครูในโรงเรียนแย่งรับรางวัลเชื่อเอาผลงานไปขอเลื่อนตำแหน่ง ถึงขั้นข่มขู่ สะกดรอย ล่าสุดเกรงกลัวถูกทำร้ายต้องแจ้งความและลาออกจากโรงเรียน ครูโต้เข้าใจผิดไม่คิดแย่งผลงานเด็กพร้อมขอโทษหากเข้าใจผิด        
 หากพูดถึงชื่อ "ฮง" หรือ นายพีรพัทธ์ นันนารารัตน์ อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า บุคคลในแวดวงโปรแกรมเมอร์จะรู้จักเขาเป็นอย่างดี ในฐานะเด็กอัจฉริยะด้านการเขียนโปรแกรม 3 มิติ หรือ 3 ดี อีกทั้งยังมีตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์ความรู้เชิงนิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ และรางวัลรองชนะเลิศแชมป์รายการ "ไทยแลนด์ ไอซีที อวอร์ด 2010" พ่วงท้ายอีกด้วย
               แต่ทว่าชีวิตเด็กหนุ่มนักโปรแกรมเมอร์อนาคตไกลต้องสะดุดลง เมื่อครูในโรงเรียนแอบเอาผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ของเขาไปสร้างมูลค่าให้ตัวเองและเมื่อทวงถามความชอบธรรมจากครูกลับถูกข่มขู่จนต้องลาออกจากโรงเรียน
               นายพีรพัทธ์ นักเล่นเกมที่พัฒนาตัวเองจนเป็นนักสร้างโปรแกรมเกม และเริ่มส่งผลงานเข้าประกวดตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ จนได้รับรางวัลมากมายนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อ 4 ปีก่อน จากรางวัลชมเชยการพัฒนาซอฟต์แวร์เกมลดโลกร้อน Confused Way การประกวดเกมและสื่อสร้างสรรค์ในระดับสากล โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (ตุลาคม 2551) สู่รางวัลชนะเลิศออกแบบและกำลังพัฒนาซอฟต์แวร์เกม Different Era การประกวดเกมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย จาก Thailand Game Show 2009 (มกราคม 2552) จนได้รับความไว้วางใจเป็นหัวหน้าคณะผู้พัฒนาโครงการเมฆา โครงการสนับสนุนการพัฒนาเกมโอเพ่นซอร์ส ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (2552-2553)
               ล่าสุด เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ยังคว้ารางวัลรองชนะเลิศการพัฒนาซอฟต์แวร์สร้างแบบจำลองและผลิตภัณฑ์สามมิติ Open 3 D Virtual Space Studio ในการประกวดผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2553 (Thailand ICT Award 2010) ประเภท Secondary Student Projects โดยได้รับสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดในระดับเอเชีย-แปซิฟิก Asia-Pacific ICT Alliance Award (APICTA) 2010 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย
             แล้วปมความขัดแย้งระหว่างครูกับศิษย์ก็เริ่มเกิดขึ้นชัดเจนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ในวันประกาศผลรางวัล Thailand ICT Award 2010 ในระดับ Secondary Student Project โดยสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โครงการ "Open 3D Virtual Space Studio" ที่นายพีรพัทธ์ ร่วมทำกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Mr. Michael Tomaino ประเทศสหรัฐอเมริกา คว้ารางวัลรองชนะเลิศ
             ระหว่างพิธีประกาศผลรางวัล นายพีรพัทธ์ถูกเชิญขึ้นไปรับรางวัลเช่นเดียวกับผู้ได้รับรางวัลรายอื่นๆ แต่แปลกที่ครูผู้นำคณะนักเรียนไปร่วมงานวันนั้นได้แทรกตัวขึ้นไปรับรางวัลแทน สร้างความกังขาให้แก่ทุกคน อย่างไรก็ตาม ภาพขณะกำลังรับรางวัลครั้งนี้ มีผู้ทำคลิปวิดีโอเผยแแพร่ทางอินเทอร์เน็ต สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานาด้วยเช่นกัน และหลังจากครูรับรางวัลจากประธานในพิธีแล้วก็นำรางวัลไปเก็บไว้เอง โดยอ้างว่าจะมอบโล่รางวัลนี้แก่ผู้อำนวยการโรงเรียนหน้าเสาธง และจะทำโล่รางวัลของเทียมให้ใหม่
            พีรพัทธ์ ยืนยันว่า ตั้งแต่เดินสายประกวดการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนเลย ทุกเวทีการประกวดจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด อาจจะมีแค่เพียงใบสมัครที่ต้องกรอกว่าศึกษาอยู่ที่โรงเรียนใด นอกจากนี้ โรงเรียนยังไม่มีการสอนวิชาการเขียนโปรแกรม ผลงานทุกชิ้นที่สร้างสรรค์ขึ้นมาจากหนังสือที่หาซื้อมาเอง และเรียนรู้จากเพื่อนๆ โปรแกรมเมอร์ชาวต่างชาติที่แลกเปลี่ยนข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
             "ปัญหาของผมกับคุณครู เริ่มมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ครูมักอ้างว่าเป็นผู้สนับสนุนทางวิชาการให้ผม เหมือนต้องการเอาผลงานไปแอบอ้างเป็นผลงานปลายปี แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่มีหลายๆ เรื่อง ที่ยังตะขิดตะขวงใจ เวลามีงานนิทรรศการโชว์ผลงาน คนถามว่าผลงานของผมหรือครู เขามักจะบอกว่า ผมนั้นไอคิวต่ำงานที่ออกมานั้นเขาเป็นคนช่วยเหลือ" พีรพัทธ์ ยังข้องใจ


               ส่วนโล่รางวัลล่าสุดที่ถูกครูยึดไปนั้น เมื่อ นายอิทธิธรรม นันนารารัตน์ บิดา ทราบเรื่อง จึงไปสอบถามข้อเท็จจริงที่โรงเรียน แต่กลับถูกต่อว่าอย่างเสียๆ หายๆ จึงทำหนังสือร้องเรียนถึงผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ไม่มีอะไรคืบหน้า แถมครูคนดังกล่าวและสามี ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเดียวกัน ยังนำเรื่องที่เกิดขึ้นพูดตามชั้นเรียน กล่าวหาว่าเด็กหนุ่มนักพัฒนาโปรแกรมเป็นคนก้าวร้าว ตลอดจนมีการข่มขู่ถึงผลการเรียนจนหมดกำลังใจมาโรงเรียน จึงตัดสินใจให้ลูกชายลาออกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา
                นายอิทธิธรรมบอกว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม เวลาประมาณ 11.00 น. ครูในโรงเรียนคนหนึ่งใช้โทรศัพท์หมายเลข 081-806-XXXX โทรศัพท์เข้ามาขู่ประมาณ 16 นาที ให้ยุติเรื่องร้องเรียนและระงับเรื่องร้องเรียนต่างๆ นานา เกี่ยวกับครูสองสามีภรรยา แต่หากไม่ทำตามจะเกิดปัญหากับลูกชายจะทำให้เสียประวัติ
                "ลองนึกดูหัวอกความเป็นพ่อเป็นแม่ ได้ยินครูผู้อบรมสั่งสอนลูกเราให้ได้มีวิชา มีความรู้ติดตัวมาขู่อาฆาต ใครจะทนได้ ที่ผ่านมาก็ทนมาเยอะแล้ว แต่ครั้งนี้มันมากเกินไป ผมเลยไปลาออกให้ลูกไปเรียนที่อื่น ก่อนหน้านี้ ผมเคยขอเข้าพบผู้อำนวยการเพื่อร้องเรียนให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของครูสุภาวดี แต่ไม่ได้รับการร่วมมือจากครูที่นี่เลย" นายอิทธิธรรมกล่าว
                 อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายพีรพัทธ์ได้แจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.บางชัน ถึงกรณี ครูซึ่งเป็นคู่กรณี นำเอาชื่อเขาไปต่อว่าตามชั้นเรียนต่างๆ จนเป็นเหตุให้คนในโรงเรียนเข้าใจว่า เขาเป็นคนก้าวร้าวไม่มีสัมมาคารวะ และวันเดียวกัน นายอิทธิธรรมได้แจ้งความและลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางชัน เนื่องจากรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตหลังจากที่เข้าไปยื่นเรื่องร้องเรียนครูหลายครั้ง และมีรถจักรยานยนต์รับจ้างสะกดรอยตามมาจากโรงเรียนอยู่เสมอ
                  ด้านครูที่ถูกกล่าวหาชี้แจงว่า น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกรณีที่มีคลิปวิดีโอวันที่รับรางวัลถูกเผยแพร่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นเพียงบางส่วนของมุมกล้องมุมเดียว ภาพที่เห็นอาจตรงข้ามกับความเป็นจริงจนเกิดความเข้าใจผิด ที่สำคัญไม่เคยคิดที่จะแย่งรางวัลหรือผลงานของเด็กเลย
                "ความจริงวันนั้น ฮงมาบอกว่าให้ไปฟังการตัดสินรางวัล ไทยแลนด์ ไอซีที อวอร์ด 2010 จึงพาเขาไป เมื่อมีการประกาศผลรางวัล มีชื่อเขาและชื่อโรงเรียน จึงบอกว่าเดี๋ยวเราขึ้นไปพร้อมกันให้ผู้มอบยืนตรงกลางรูปจะได้ออกมาสวย แต่ครูแก่แล้วเดินช้าไม่มีแว่นตา เห็นจากคลิปเขายังหันมามองครู ยังห่วงครูเลย ตอนนั้นรับรางวัลพร้อมกัน แต่ตอนถ่ายรูปครูให้เขายืนดีๆ รูปที่ออกมาจะได้สวยๆ ไม่ได้ผลัก ส่วนเรื่องการที่เก็บถ้วยรางวัลนั้นก็เข้าใจผิดกัน เพราะใจจริงต้องการจะทำประกาศเกียรติคุณเพื่อมอบให้อีกครั้งหนึ่งหน้าเสาธง" ครูผู้ถูกกล่าวหากล่าว
                ครูคนเดียวกันบอกว่า ลูกศิษย์ทุกคนก็เหมือนลูกพยายามจะผลักดันให้มีอนาคตที่ดี อย่างนายพีรพัทธ์ก็ช่วยเหลือให้ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์ ทั้งที่เกรดไม่ถึงเกณฑ์ แต่เห็นว่ามีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมาได้สนับสนุนทุกเรื่องเกี่ยวกับการแข่งขันเมื่อถูกร้องขอ แต่เพิ่งรู้ว่าครอบครัวของเขายื่นหนังสือร้องเรียน และมีการเผยแพร่เรื่องราวต่างๆ บนเว็บไซต์ด้วย
               "รู้สึกเสียใจมากที่เขาเห็นความหวังดีของเราเป็นทางลบ แต่ครูไม่โกรธและอโหสิกรรมให้ ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร ครูก็คือผู้ให้ ครูไม่ฆ่าลูกศิษย์ ไม่อยากเป็นข่าวเหมือนกับดาราที่มาเถียงกันว่าลูกใคร อยากให้ไปเปิดคลิปดู ซึ่งเรื่องเข้าใจผิดนี้ครูเคยขอโทษเขาแล้วและอธิบายว่าไม่มีเจตนา แต่เขาก็ยังไม่พอใจ ครูเองก็น้อยใจ เคยพูดต่อหน้าคนหลายคนด้วยว่า ครูขอโทษเธอแล้วไม่พอ หรือจะต้องให้ครูกราบเท้า คนอย่างเธอมันเนรคุณ แต่สิ่งที่พูดไป ก็เพราะว่าเรารักเขามาก" ครูกล่าวทั้งน้ำตา

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/Sp-Report/2010/10/11/entry-10

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

มาอีกแว้วววว... ความหวัง บรอดแบรนด์แห่งชาติ (ข่าว)

            จุติแนะทุกฝ่ายหยุดหมกมุ่นเรื่อง 3 จี เดินหน้าโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติ กระจายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศค่าบริการ 200 บาทต่อเดือน



             นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เปิดเผยว่า ขณะนี้ต้องการให้ทุกคนหยุดหมกมุ่นและหลงประเด็น อยู่กับเรื่อง 3 จี ได้แล้ว เพราะ 3 จีเป็นเพียงหนึ่งในโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติ หรือ การกระจายการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแผนใหญ่และมีประโยชน์มากกว่า จึงอยากให้หันมาให้ความนำคัญในเรื่องนี้แทน


ทั้งนี้ เพราะโครงการบรอดแบนด์ถือเป็นความร่วมมือระดับประเทศ โดยเป็นการใช้โครงข่ายร่วมกันระหว่าง การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ทีโอที กสท โทรคมนาคม และผู้ให้บริการมือถือทั้ง 3 ราย คือ บรัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และ บริษัท ทรูมูฟ

สำหรับแผนบรอดแบนด์แห่งชาตินั้นมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินงาน มีเป้าหมายขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ครอบคลุมประชากรไม่น้อยกว่า 80% ภายในปี 2558 และ ไม่ต่ำกว่า 95% ในปี 2563 ค่าบริการโดยเฉลี่ยไม่เกิน 2% ของรายได้ประชากรหรือประมาณ 150-200 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าต่ำมากหากเทียบกับค่าบริการปัจจุบันที่มีราคาเฉลี่ย 599ต่อเดือน หรือ 6% ของรายได้ประชากร

              นายจุติ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งร่างแผนเพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการบรอดแบนด์ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อนุมัติ เบื้องต้นมีโครงการหลักๆ ของทีโอที และ กสทฯ ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ คือ โครงการโครงข่ายอนาคต หรือ เอ็นจีเอ็นมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท โครงการเคเบิลใต้น้ำ โครงการขยายโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งานมัลติมีเดีย หรือ เอฟทีทีเอกซ์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท

             นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า โครงการเอ็นจีเอ็นอยู่ระหว่างการนำเสนอให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศราฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ หลังจากนั้นจึงเสนอให้ครม.อนุมัติ


ทั้งนี้ จะนำร่องให้บริการ 100 จุด ใน 3 จังหวัด คือ ตรัง นครศรีธรรมราช และ พิษณุโลก ให้บริการที่ความเร็ว 2 เมกะบิตต่อวินาที ค่าบริการเดือนละ 200 บาท


              นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่า เตรียมขยายการใช้งานบรอดแบนด์เพิ่มอีก 20% ในโซนภาคตะวันออกและตะวันตกที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรม และขยายจุดให้บริการอินเทอรืเน็ตไร้สายความเร็วสูง หรือ ไว-ไฟ เป็น 3.5 หมื่นแห่งทั่วประเทศ


อย่างไรก็ตาม บรอดแบนด์แห่งชาติ ถือเป็นหนึ่งในแผนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ตามแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 ซึ่งมี 4 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ บรอดแบนด์ แปรสัมปทานมือถือ แผนพัฒนาอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ แผนพัฒนาอุตสาหกรรมการสื่อสารไร้สาย ทั้งหมดนี้จะต้องเสร็จภายใน 2 ปี

ที่มา : http://www.posttoday.com 

** ต้องคอยลุ้นกันอีกทีครับว่า การแถลงข่าวครั้งนี้จะเป็นการแก้ตัวให้กับ CAT หรือไม่ ๆๆๆ