Music Hit In your life

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Network ระบบเครือข่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Network ระบบเครือข่าย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

Cloud Computing (TH)


Cloud Computing คือวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบCloud Computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร




  • บริษัทการ์ตเนอร์ Gartner ได้ให้นิยามว่า “Cloud computing is a style of computing where massively scalable IT-related capabilities are provided ‘as a service’ across the Internet to multiple external customers” หรือ ระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆคือ แนวทางการประมวลผลที่พลังของโครงสร้างทางไอทีขนาดใหญ่ที่ขยายตัวได้ถูกนำเสนอยังลูกค้าภายนอกจำนวนมหาศาลในรูปแบบของบริการ
  • ฟอเรสเตอร์กรุ๊ป ได้นิยามว่า “ cloud computing: A pool of abstracted, highly scalable,and managed infrastructure capable of hosting end-customer applications and billed by consumption” หรือ กลุ่มของโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกบริหารจัดการและขยายตัวได้อย่างมาก ซึ่งมีขีดความสามารถในการรองรับโปรแกรมประยุกต์ต่างๆของผู้ใช้และเก็บค่าบริการตามการใช้งาน


การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆจะมีโครงสร้างดังนี้
  • กลุ่มเมฆของเซอร์ฟเวอร์ (cloud server) ซึ่งเป็นเซอร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาลนับหมื่นนับแสนเครื่องที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน กลุ่มเมฆนี้ต่อเชื่อมเข้าหากันด้วยเครือข่ายเป็นระบบกริด ในระบบนี้จะใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ช่วลไลเซชั่นในการทำงานเพื่อให้โปรแกรมประยุกต์ขึ้นกับระบบน้อยที่สุด
  • ส่วนติดต่อกับผู้ใช้ ( User interaction interface) ทำหน้าที่รับคำขอบริการจากผู้ใช้ในรูปแบบเวบโปรโตคอล
  • ส่วนจัดเก็บรายการบริการ (Services Catalog) เก็บและบริหารรายการของบริการ ผู้ใช้สามารถค้นดูบริการที่มีจากที่นี่
  • ส่วนบริหารงาน (system management) ทำหน้าที่กำหนดทรัพยากรที่เหมาะสมเมื่อผู้ใช้เรียกใช้บริการ เมื่อมีการขอใช้บริการ ข้อมูลการขอ request จะถูกส่งผ่านให้ส่วนนี้
  • ส่วนจัดหาทรัพยากร (provisioning services) จากนั้นส่วนบริหารงานจะติดต่อกับส่วนนี้ เพื่อจองทรัพยากรจากกลุ่มเมฆและเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์แบบเวบที่เหมาะสมให้ เมื่อโปรแกรมประยุกต์ทำงานแล้วก็จะส่งผลที่ได้ให้ผู้ใช้ที่เรียกใช้บริการต่อไป
  • ส่วนตรวจสอบข้อมูลการใช้งาน (Minitoring and Metering) เพื่อใช้ในการเก็บค่าบริการหรือเก็บข้อมูลสถิติเพื่อปรับปรุงระบบต่อไป

Cloud computing เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ด้าน แม้ช่วงนี้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรมระบบ แต่ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านความต้องการของผู้ใช้และทรัพยากรที่จำกัด เช่น ผู้ใช้งานระบบต้องการพื้นที่ในการเก็บข้อมูล ความเร็วในการประมวลผล และติดต่อลูกค้า Cloud computing จะเข้ามาทำการประมวลผลตามความต้องการทั้งเรื่องของพื้นที่ และสามารถจำกัดความเร็วในการประมวลผลให้ตรงความต้องการของผู้ใช้งานที่ร้อง ขอไป
               โดยให้คอมพิวเตอร์ที่ทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงและแบ่งกันประมวลผล ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่ร่วมประมวลผลหลายๆ เครื่องไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน แต่เชื่อมต่อกันผ่านระบบเครือ-ข่ายแบบกริด (Grid) คอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลในกลุ่มที่เราเรียกว่า Cloud นี้ อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มีระบบปฏิบัติการและทรัพยากรเหมือนกัน และหน้าจอของผู้ใช้งาน (User Interface) จะแสดงผลที่รวดเร็วตามความต้องการของระบบที่ร้องขอไป โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า เบื้องหลังนั้นระบบจะทำงานกันอย่างไร)หากมองย้อนกลับไป Cloud computing หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆนั้น เคยผ่านตาเรามาบ้างหรือไม่ ให้พิจารณาที่ Google Application ที่เห็นชัดเจนที่สุดคงจะเป็น Google Earth, Google Maps และ Google Docs ซึ่ง Google Earth หากเรา เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเมื่อไร เราสามารถชมภาพถ่ายดาวเทียมผ่าน Application ตัวนี้ ถัดมา Google Maps เป็น Platform Application ที่อำนวยความสะดวกในเรื่องการค้นหาสถานที่และลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทั้งยังมี Feature ตั้งแต่การหาเส้นทาง หาตำแหน่งพิกัดที่ตั้งขององค์กร หรือสถานที่ที่เราต้องการ สุดท้าย Google Docs เป็น Application ที่จำลองโปรแกรมด้าน Office Platform โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ใดๆ

Credit : 

Cloud computing




          Cloud computing is location independent computing, whereby shared servers provide resources, software, and data to computers and other devices on demand, as with the electricity grid. Cloud computing is a natural evolution of the widespread adoption of virtualization, service-oriented architecture and utility computing. Details are abstracted from consumers, who no longer have need for expertise in, or control over, the technology infrastructure "in the cloud" that supports them.
Cloud computing describes a new supplement, consumption, and delivery model forIT services based on the Internet, and it typically involves over-the-Internet provision of dynamically scalable and often virtualized resources. It is a byproduct and consequence of the ease-of-access to remote computing sites provided by the Internet.This frequently takes the form of web-based tools or applications that users can access and use through a web browser as if it were a program installed locally on their own computer.



The National Institute of Standards and Technology (NIST) provides a somewhat more objective and specific definition here. The term "cloud" is used as a metaphor for the Internet, based on the cloud drawing used in the past to represent the telephone network, and later to depict the Internet in computer network diagrams as an abstraction of the underlying infrastructure it represents. Typical cloud computing providers deliver common business applications online that are accessed from another Web service or software like a Web browser, while the software and data are stored on servers.
Most cloud computing infrastructures consist of services delivered through common centers and built on servers. Clouds often appear as single points of access for consumers' computing needs. Commercial offerings are generally expected to meet quality of service (QoS) requirements of customers, and typically include service level agreements (SLAs). The major cloud service providers include Amazon,Rackspace Cloud, Salesforce, Skytap, Microsoft and Google. Some of the larger IT firms that are actively involved in cloud computing are Huawei, Cisco, Fujitsu, Dell, Red Hat, Hewlett Packard, IBM, VMware, Hitachi and NetApp.


วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

ลองมองหาเว็บไซต์ Social Network ดีๆสักเว็บเพราะเขาบล็อก Hi5 กับ Facebook

                  ในปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่เป็น Social Network มากมาย กว่า 500 เว็บไซต์ แต่ที่นิยมกันมากๆ ในประเทศไทยก็เห็นจะเป็นเว็บไซต์


แต่ก็จะมีคนไทยบางส่วนที่หันไปเล่น เว็บไซต์ Myspace และ Multiply แต่จนแล้วจนรอดก็หนีไม่พ้น Facebook ที่ติดอันดับคนเล่นมากเป็นอันดับที่ 21 ของโลก และมีคนเล่นมากมายถึงกว่า 500 ล้านคนทีเดียว!

แล้วพอจะมีเว็บอื่นอีกไหม!!!
       
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต


        ที่พอจะมีแต่ก็ไม่ค่อยมีใครเล่นก็เห็นจะเป็นเว็บไซต์  www.flickr.com ที่เป็นเว็บไซต์ Social Network เจ้าของคือ Yahoo! นั่นเอง ที่ใช้แบ่งปันภาพถ่าย ที่มีคนไทยบางส่วนนิยมเล่น แต่ก็ยังไม่มากเท่าไร แค่ประมาณ 30 ล้านคนเท่านั้น เป็นสังคมแห่งการแชร์ภาพถ่าย แนวอาร์ตๆจากทั่วทุกมุมโลก





ภาพจาก www.flickr.com  

เทคโนโลยี 4G ในปัจจุบัน (Forth Generation )

                4G (สี่จี หรือ โฟร์จี) กล่าวถึงมาตรฐานโทรศัพท์มือถือที่เป็นรุ่นมาตรฐานที่ต่อจาก 3G และ 2G โดยความหมายของคำว่า 4G นั้นมีการกล่าวถึงในหลายความหมาย โดยความหมายที่นิยมในปัจจุบันจะอ้างอิงถึง IMT Advanced ที่กำหนดโดยไอทียู ที่มีข้อกำหนดว่า อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลต้องมีค่าข้อมูลสูงสุดที่ 100 Mbit/s ในช่วง high mobility และ 1 Gbit/s ในช่วง low mobility
ในปัจจุบัน เทคโนโลยี LTE มักจะถูกเรียกแทน "4G" (หรือบางครั้ง "3.9G") แม้กระนั้นมาตรฐาน LTE ในปี 2552 ยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของทาง "IMT-Advanced" ซึ่งทางไอทียูได้มีการแนะนำ LTE Advanced สำหรับเรียกแทน 4G ที่แท้จริง
ในขณะเดียวกันได้มีการพัฒนา IEEE 802.16m WiMax สำหรับพัฒนาเป็น 4G เช่นกัน

การพัฒนา
ในสวีเดนและนอร์เวย์ ได้มีการเปิดตัว 4G โดยใช้เทคโนโลยี LTE
ในอเมริกา สปรินต์ได้เรียกระบบโทรศัพท์มือถือที่ใช้ WiMax ว่า 4G โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 10 Mbit/sผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ TeliaSonera จากสวีเดน ได้เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ 4 หรือ 4G ที่ใช้เทคโนโลยี LTE แล้ว โดยเริ่มจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์บริษัทได้กล่าวว่า จะเริ่มให้ลูกค้าได้ใช้เครือข่ายนำร่องนี้ในไตรมาสแรกของปี 2010

ข้อมูลจาก Wikipedia
            เทคโนโลยี 4จี เป็นเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ หรือเป็นเส้นทางด่วนสำหรับข้อมูลที่ไม่ต้องอาศัยการลากสายเคเบิล โดยระบบเครือข่ายใหม่นี้ จะสามารถใช้งานได้แบบไร้สาย รวมถึงคุณสมบัติการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง นอกจากนั้น สถานีฐาน ซึ่งทำหน้าที่ในการส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง และมีต้นทุนการติดตั้งที่แพงลิ่วในขณะนี้ จะมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับหลอดไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว สำหรับ 4จี จะสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายด้วยระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นถึง 100 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งห่างจากความเร็วของชุดอุปกรณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ที่ระดับ 10 กิโลบิตต่อวินาที


ลักษณะเด่นของ 4G


              4G คือ Forth Generation ซึ่งในบ้านเรายังไม่มีให้เห็นกัน เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีสื่อสารในยุค 4G เรื่องความเร็วนั้นเหนือกว่า 3G มาก คือทำความเร็วในการสื่อสารได้ถึงระดับ 20-40 Mbps เมื่อเทียบกับความเร็วที่ได้จาก 3G นั้นคนละเรื่องกันเลย ที่ญี่ปุ่นนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี 4G สามารถให้บริการรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านมือถือได้แล้ว หรือจะโหลดตัวอย่างภาพยนตร์มาชมบนโทรศัพท์มือถือก็มีให้เห็นเช่นกัน ทำไมญี่ปุ่นถึงรีบกระโดดไปสู่ยุค 4G กันเร็วเหลือเกิน คำตอบง่าย ๆ ก็คือ “ดิจิตอลคอนเทนต์” เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นนั่นเอง เมื่อผู้ให้บริการหลายหลายรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายที่มีความเร็วสูง สามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก ๆ ดังนั้น การผลักดันตัวเองให้เข้าสู่ยุค 4G ที่ใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า 3G ก่อนคู่แข่ง น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด


               ความโดดเด่นของ 4G คือ ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเครือข่ายที่กินพื้นที่กว้างก็ได้หรือจะทำเป็นเครือข่ายขนาดย่อม ๆ แบบ WLAN ได้อีกด้วย นั่นจึงทำให้หลายคนมองว่า 4G จะมาเบียดเทคโนโลยีของ Wi-Fi หรือไม่ เพราะสามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ






ทำไมจึงอยากได้ 4G
เป็นคำถามที่น่าสนใจ มีเหตุผลอะไรจึงอยากได้เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่ 4 หรือ 4G กันมาก ถ้าจะสรุปเป็นคำตอบก็คงจะได้หลายประการด้วยกัน ซึ่งจะกล่าวถึงพอเป็นสังเขปดังนี้
1. สนับสนุนการให้บริการมัลติมีเดียในลักษณะที่สามารถโต้ตอบได้ เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย และ เทเลคอนเฟอเรนซ์ เป็นต้น
2. มีแบนด์วิทกว้างกว่า สามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็ว (bit rate) สูงกว่า 3G
3. ใช้งานได้ทั่วโลก (global mobility) และ service portability
4. ค่าใช้จ่ายถูกลง
5. คุ้มค่าต่อการลงทุนด้านโครงข่าย

ที่มา http://www.tlcthai.com/

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

มาตรฐาน IEEE กับ Wi-Fi

              Wi-Fi หรือ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายมาตรฐาน IEEE 802.11 ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2540 จัดตั้งโดยองค์การ Institute of Electrical and Electronics Engineers หรือ IEEE (ไอทริปเปิ้ลอี : สถาบันวิศวกรรมทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กโทรนิคส์) มีความเร็ว 1 Mbps ในยุคเริ่มแรกนั้นให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งไม่มีการรับรองคุณภาพของการให้บริการที่เรียกว่า QoS (Quality of Service) และมาตรฐานความปลอดภัยต่ำ จากนั้นทาง IEEE จึงจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาปรับปรุงหลายกลุ่มด้วยกัน โดยที่กลุ่มที่มีผลงานเป็นที่น่าพอใจและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ได้มาตรฐานได้แก่กลุ่ม 802.11a , 802.11b และ 802.11g



  • มาตรฐาน IEEE 802.11b เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2542 ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า CCK (Complimentary Code Keying) ผนวกกับ DSSS (Direct Sequence Spread Spectrum) เพื่อปรับปรุงความสามารถของอุปกรณ์ให้รับส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 11 Mbps ผ่านคลื่นวิทยุความถี่ 2.4 GHz (เป็นย่านความถี่ที่เรียกว่า ISM (Industrial Scientific and Medical) ซึ่งถูกจัดสรรไว้อย่างสากลสำหรับการใช้งานอย่างสาธารณะด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และการแพทย์ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ความถี่ย่านนี้ก็เช่น IEEE 802.11, Bluetooth, โทรศัพท์ไร้สาย, และเตาไมโครเวฟ) มีระยะการส่งสัญญาณได้ไกลมาก ถึง 100 เมตร ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เครือข่ายไร้สายภายใต้มาตราฐานนี้ถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญแต่ละผลิดภัณฑ์มีความสามารถทำงานร่วมกันได้ อุปกรณ์ของผู้ผลิตทุกยี่ห้อต้องผ่านการตรวจสอบจากสถาบัน Wi-Fi Alliance เพื่อตรวจสอบมาตราฐานของอุปกรณ์และความเข้ากันได้ของแต่ละผู้ผลิต ปัจจุบันนี้นิยมนำอุปกรณ์ WLAN ที่มาตราฐาน 802.11b ไปใช้ในองค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา สถานที่สาธารณะ และกำลังแพร่เข้าสู่สถานที่พักอาศัยมากขึ้น มาตราฐานนี้มีระบบเข้ารหัสข้อมูลแบบ WEP ที่ 128 บิต
  • มาตรฐาน IEEE 802.11a เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2542 โดยออกเผยแพร่ช้ากว่าของมาตรฐาน IEEE 802.11b ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า OFDM (Orthogonal Frequency Division Multiplexing) เพื่อปรับปรุงความเร็วในการส่งข้อมูลให้วิ่งได้สูงถึง 54 Mbps บนความถี่ 5Ghz ซึ่งจะมีคลื่นรบกวนน้อยกว่าความถี่ 2.4 Ghz ที่มาตรฐานอื่นใช้กัน ที่ความเร็วนี้สามารถทำการแพร่ภาพและข่าวสารที่ต้องการความละเอียดสูงได้ อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลสามารถปรับระดับให้ช้าลงได้ เพื่อเพิ่มระยะทางการเชื่อมต่อให้มากขึ้น แต่ทว่าข้อเสียก็คือ ความถี่ 5 Ghz นั้น หลายๆประเทศไม่อนุญาตให้ใช้ เช่นประเทศไทย เพราะได้จัดสรรให้อุปกรณ์ประเภทอื่นไปแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ระยะการส่งข้อมูลของ IEEE 802.11a ยังสั้นเพียง 30 เมตรเท่านั้น อีกทั้งอุปกรณ์ของ IEEE 802.11a ยังมีราคาสูงกว่า IEEE 802.11b ด้วย ดังนั้นอุปกรณ์ IEEE 802.11a จึงได้รับความนิยมน้อยกว่า IEEE 802.11b มาก จึงทำให้ไม่ค่อยเป็นที่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
  • มาตรฐาน IEEE 802.11g เสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2546 ทางคณะทำงาน IEEE 802.11g ได้นำเอาเทคโนโลยี OFDM ของ 802.11a มาพัฒนาบนความถี่ 2.4 Ghz จึงทำให้ใช้ความเร็ว 36-54 Mbps ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงกว่ามาตราฐาน 802.11b ซึ่ง 802.11g สามารถปรับระดับความเร็วในการสื่อสารลงเหลือ 2 Mbps ได้ตามสภาพแวดล้อมของเครือข่ายที่ใช้งาน มาตราฐานนี้เป็นที่ยอมรับจากผู้ใช้เป็นจำนวนมากและกำลังจะเข้ามาแทนที่ 802.11b ในอนาคตอันใกล้
  • นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้มีบางผลิตภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวเข้ามาเสริม ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นจาก 54 Mbps เป็น 108 Mbps แต่ต้องทำงานร่วมกันเฉพาะอุปกรณ์ที่ผลิตจากบริษัทเดียวกันเท่านั้น ซึ่งความสามารถนี้เกิดจากชิป (Chip) กระจายสัญญาณของตัวอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตบางรายสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่ง สัญญาณเป็น 2 เท่าของการรับส่งสัญญาณได้แต่ปัญหาของการกระจายสัญญาณนี้จะมีผลทำให้อุปกรณ์ ไร้สายในมาตราฐาน 802.11b มีประสิทธิภาพลดลงด้วยเช่นกัน[2]
  • มาตรฐาน IEEE 802.11e คณะทำงานชุดนี้ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุง MAC Layer ของ IEEE 802.11 เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานหลักการ Qualitiy of Service สำหรับ application เกี่ยวกับมัลติมีเดีย (Multimedia) เนื่องจาก IEEE 802.11e เป็นการปรับปรุง MAC Layer ดังนั้นมาตรฐานเพิ่มเติมนี้จึงสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ทุกเวอร์ชันได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้
  • มาตรฐาน IEEE 802.11i คณะทำงานชุดนี้ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุง MAC Layer ของ IEEE 802.11 ในด้านความปลอดภัย เนื่องจากเครือข่าย IEEE 802.11 WLAN มีช่องโหว่อยู่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ด้วย key ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คณะทำงานชุด IEEE 802.11i จะนำเอาเทคนิคขั้นสูงมาใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลด้วย key ที่มีการเปลี่ยนค่าอยู่เสมอและการตรวจสอบผู้ใช้ที่มีความปลอดภัยสูง มาตรฐานเพิ่มเติมนี้จึงสามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ IEEE 802.11 WLAN ทุกเวอร์ชันได้ แต่อย่างไรก็ตามการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้
  • มาตรฐาน IEEE 802.11n เป็นมาตรฐานใหม่ที่ทางWi-Fi Alliance กำลังอยู่ในช่วงการทดสอบ โดยคาดว่าจะมีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลอยู่ที่ 74 Mbps และสูงสุดที่ 248 Mbps ซึ่งหมายถึงว่าความเร็วกว่ารุ่นก่อนถึงประมาณ 5 เท่า นอกจากนี้ก็ยังมีรัศมีทำการภาย ในอาคารที่ 70 เมตร และนอกอาคารที่ 160 เมตร เพิ่มความสามารถในการกันสัญญาณกวนจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ความถี่ 2.4GHz เหมือนกัน และสามารถรองรับอุปกรณ์มาตรฐาน IEEE 802.11b และ IEEE 802.11g ได้ มาตรฐาน IEEE 802.11n นี้ได้เสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2552 แล้ว
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/Wifi
          http://www.vipconsulting.com/ 

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems)

ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ประกอบด้วยโฮสต์คอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งที่มีขีดความสามารถในการประมวลผลด้วยตัวเอง ซึ่งกระจายกันอยู่ในสถานที่ต่างกัน ทำให้โฮสต์แต่ละเครื่องสามารถทำการประมวลผลได้โดยอิสระจากโฮสต์เครื่องอื่น ไม่มีผู้ใดให้คำจำกัดความของระบบการกระจายศูนย์ไว้อย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกับนิยามของระบบแยกศูนย์ แต่จุดเด่นของระบบนี้คือการที่มีโฮสต์กระจายอยู่หลายแห่งซึ่งสามารถทำการประมวลผลได้แม้ว่าโฮสต์บางส่วนอาจหยุดทำงาน ในขณะที่ระบบแยกศูนย์เน้นเฉพาะการแยกข้อมูลออกจากศูนย์กลางโดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องโฮสต์ที่ทำการประมวลผล และการทำงานของระบบปฏิบัติการ เป็นต้น



                  โฮสต์เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเชื่อมต่อกันผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ จำนวนโฮสต์ของผู้ให้บริการและความสามารถของการประมวลผลนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้แต่ละกลุ่มเป็นหลัก การเชื่อมต่อแบบกระจายศูนย์ที่มีเครื่องเมนเฟรมอยู่ที่จุดศูนย์กลางเชื่อมต่อกับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลออกไป
 

                      การควบคุมการทำงานบนระบบนี้อาจทำได้จากศูนย์กลางหรือจากโฮสต์ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัว การควบคุมจากศูนย์กลาง (Centralized Control) เครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบจะต้องเก็บรักษาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด ระบบที่เป็นแบบกระจายศูนย์อย่างแท้จริงจะปล่อยให้โฮสต์แต่ละเครื่องควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ของตนเอง ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ทรัพยากร โปรแกรมประยุกต์และข้อมูลจากโฮสต์เครื่องอื่นที่มีอยู่ในระบบได้

คุณลักษณะของระบบกระจายศูนย์

ระบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้รับการพัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์ทางฝั่งผู้ใช้ เช่น เครื่องพีซีที่มีขีดความสามารถสูงทัดเทียมกับเครื่องเมนเฟรมในอดีต ทางด้านผู้ใช้จึงต้องมีการปรับปรุงการทำงานให้เหมาะสมกับความสามารถของเครื่องพีซีที่สูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้อุปกรณ์หรือข้อมูลร่วมกัน
ประเภทของระบบกระจายศูนย์

การแยกประเภทของระบบกระจายศูนย์สามารถพิจารณาได้หลายวิธี คือ ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้ ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม และระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล
            1 ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้

ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้ (Distribution by Location) ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์และผู้ใช้จำนวนหนึ่งซึ่งอยู่คนละสถานที่ เช่น ต่างเมือง ต่างอาคาร ต่างห้องทำงาน หรืออยู่ในห้องทำงานเดียวกันแต่เป็นคอมพิวเตอร์คนละเครื่อง ที่ทำงานเป็นอิสระจากกันและกัน โดยมีการ เชื่อมต่อถึงกันด้วยระบบเครือข่ายสื่อสาร ตามคำจำกัดความนี้ระบบกระจายศูนย์ทุกแบบจัดว่าเป็นระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้
         2 ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน

บริการทั้งหมดที่มีให้แก่ผู้ใช้ในระบบกระจายศูนย์นั้นอาจถูกแยกติดตั้งไว้ยังสถานที่ต่างกันได้ เช่น เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของกลุ่มผู้ใช้ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Data Entry) อาจมีโปรแกรมเพียงสองชนิดคือโปรแกรมสำหรับการป้อนข้อมูลและโปรแกรมสำหรับการแก้ไขข้อมูล ส่วนโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลอาจ ติดตั้งไว้ที่โฮสต์ที่ศูนย์กลาง ระบบที่มีการวางโปรแกรมตามลักษณะการใช้งานเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน (Distributed by Functions) อย่างไรก็ตามเครื่องโฮสต์ที่กลุ่มผู้ใช้อาจมีโปรแกรมสำหรับการประมวลผลข้อมูลอยู่ด้วยก็ได้ ทำให้ข้อมูลที่จะส่งไปยังศูนย์กลางอาจเหลือเพียงข้อสรุปแทนที่จะเป็นข้อมูลที่ป้อนเข้ามาทั้งหมด
        3 ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม

ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม (Distribution by Control) เน้นที่การบริหาร (Management) เป็นหลัก ในระบบกระจายศูนย์ ผู้บริหารอาจนั่งทำงานอยู่ที่สถานที่ใดก็ได้ รวมทั้งที่ศูนย์กลาง ถ้าหากการควบคุมแยกอยู่ที่สาขา การแก้ไขเปลี่ยนแปลงโปรแกรมและโครงสร้างข้อมูลอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บริหาร ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อโปรแกรมอื่นรวมทั้งความสัมพันธ์กับข้อมูลในส่วนอื่นของระบบ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงต้องกระทำภายใต้การควบคุมที่รัดกุม
       4 ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล

ระบบกระจายศูนย์อาจถูกกำหนดลักษณะจากวิธีการโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ภายในระบบ ซึ่งมีการเชื่อมต่อถึงกันและวิธีการที่คอมพิวเตอร์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลซึ่งเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล (Distribution by Processing) เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องอาจมีขีดความสามารถในการประมวลผลเท่าเทียมกันหรือบางเครื่องอาจมีความสามารถสูงกว่าเครื่องอื่น จึงแบ่งวิธีการจัดกลุ่มออกเป็นสองวิธีคือ ระบบกระจายศูนย์แบบตามลำดับชั้น และระบบกระจายศูนย์แบบตามแนวระนาบ ระบบกระจายศูนย์แบบตามระดับชั้น(Hierarchical Distributed System) จะจัดการแบ่งกลุ่มงานส่วนหนึ่งให้ทำการประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง ซึ่งมีขีดความสามารถสูงสุดในระบบ ส่วนที่เหลือนำไปประมวลผลที่เครื่องในกลุ่มผู้ใช้หรือที่เครื่องผู้ใช้โดยตรงที่ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีขีดความสามารถในระดับธรรมดา บางทีเรียกระบบนี้ว่า ระบบแนวตั้ง (Vertical System)

 
เครดิต : http://www.dcs.cmru.ac.th/

IP Address (IPV4) กำลังจะหมดในปีหน้า!!!

          รายงานข่าวล่าสุด ที่อาจทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกกังวลนั่นก็คือ IP Address หรือ IPV4 ชุดตัวเลข 32 บิต (ตัวอย่างเช่น 192.150.232.xxx) ที่ใช้อ้างอิงคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต (Internet) กำลังจะหมดภายในปีหน้านี้แล้ว นั่นหมายความว่า อุปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะไม่มี IP ให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ฟังดูคล้ายกับปัญหา Y2K เมื่อ 10 ปีที่แล้วเลย



          เว็บไซต์ ReadWriteWeb รายงานว่า John Currn ซีอีโอของ American Registry of Internet Numbers (ARIN) เชื่อว่า Internet จะไม่มี IP address เหลือให้ใช้อ้างอิงภายในหนึ่งปีนับจับนี้ไป โดยสามารถติดตามการนับถอยหลังสำหรับวันที่เหลือได้จากทวิตเตอร์ IPv4 Countdown
 


          IPv4 เป็นการใช้ชุดหมายเลข 32 บิต ซึ่งทำให้สามารถอ้างอิงไอพีแอดเดรสที่ไม่เหมือนกันได้มากสุด 4 พันล้านหมายเลข แต่ผลจากการที่อุปกรณ์ต่างๆ ในปัจจุบันต่างก็สามารถเชื่อมต่อเน็ตได้หมด ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ มือถือ ทีวี ไปจนถึงรถยนต์ ทำให้ IP Address ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจนใกล้จะหมดภายในปีหน้านี้แล้ว ทางออกที่ได้มีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้ก็คือ การใช้ IPv6 ซึ่งจะเป็นการใช้ชุดหมายเลข 128 บิต โดยจะทำให้มีแอดเดรสไว้ใช้อ้างอิงเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ หรือ 340,282,366,920,938,463,463,374,607,431,768,211,456 ไอพีแอดเดรส



           สถานการณ์ปัจจุบัน IPv4 เหลือแค่ 6% เท่านั้น ในขณะที่การเปลี่ยนจาก IPv4 ไปใช้ IPv6 ค่อนข้างช้า บริษัทอย่าง Google และ Facebook จะต้องทำการย้ายไอพีไปใช้การอ้างอิงแบบหมายมากมาย และหากการย้ายระบบไปสู่ IPv6 ไม่เร็วพอ จะเกิดการขาดแคลน IP จนอาจจะมีการขายไอพีในตลาดมึดด้วยราคาที่สูงมาก หวังว่า เราคงจะมีทางออกสำหรับการแก้ปัญหาในเร็ววันนี้ ข้างล่างเป็นมิเตอร์นับถอยหลังวันหมด IP Adress http://inetcore.com/project/ipv4ec/index_en.html






ที่มา http://www.3bb.co.th/news/techno_detail.php?cnt_id=526

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Number Portability = การคงสิทธิ์เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่


การคงสิทธิ์เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Number Portability) หรือที่เรียกย่อๆว่า MNP เป็นการทำให้ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างเราๆ สามารถจะย้ายค่ายมือถือ โดยสามารถคงเบอร์เดิมไว้ไ้ด้ เช่นถ้าเราเห็นโปรโมชั่น AIS ดีกว่า Truemove แทนที่เราต้องไปขอเบอร์ใหม่ แล้วต้องมาตามบอกเพื่อนๆว่าจะเปลี่ยนเบอร์ เราก็สามารถไปแจ้งค่ายมือถือปลายทาง เพื่อขอย้ายเบอร์เรามาอยู่ค่ายนั้น จากนั้นก็ใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วัน เราก็ได้ย้ายไปอยู่ค่ายมือถือใหม่ได้

ทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ได้ประกาศออกมาเมื่อ 3 สิงหาคม ปีที่แล้ว ให้มีการจัดตั้ง MNP Clearing House เพื่อเป็นตัวกลางในการย้ายเบอร์ข้ามค่าย โดยการจัดตั้งในขั้นต้น ทาง AIS, DTAC, Truemove จะร่วมกันลงขันตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา แล้วหลังจากนั้นค่ายอื่นๆคงจะตามเข้ามาสมทบ

จริงๆแล้วคนที่เกี่ยวข้องอาจจะมีเยอะกว่านั้นอย่าง TOT หรือ TT&T เพราะถ้ามีการโทรจากโทรศัพท์บ้าน เข้าไปหามือถือที่ย้ายค่ายแล้ว ระบบทางฝั่งโทรศัพท์บ้านก็ต้องรู้ว่าเบอร์นั้นได้ย้ายค่ายไปแล้วนะ ตอนนี้ย้ายไปอยู่ AIS แล้วนะไม่ใช่ Truemove หรืออย่างถ้ามีอยู่เมืองนอกโทรเข้ามา ทาง CAT Telecom ที่เป็นคนเชื่อมต่อการโทรจากต่างประเทศเข้ามา ก็ต้องรู้ว่าจะต่อเบอร์นั้นไปค่ายไหนดี หรือแม้แต่ SMS จากต่างประเทศก็เช่นกัน ก็ต้องส่งไปให้ถูกค่าย

ช่วงนี้ยังเป็นช่วงแรกๆของการจัดตั้ง MNP Clearing House อยู่ คงต้องรอกันอีกซะระยะนึง กว่าจะได้ย้ายค่ายกันจริง ตอนนี้ (กลางปี 52) เรามีคนใช้มือถือในเมืองไทยซะประมาณ 66 ล้านเบอร์ ซึ่งถ้าดูจากจำนวนเบอร์ แสดงว่าคนไทยมากกว่า 90% ใช้งานมือถือละ แต่จริงๆแล้วอาจจะน้อยกว่านั้นเพราะตอนนี้คนนึง เราถือกันหลายเบอร์ หลายเครื่อง แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นแบบเติมเงินซะอีก ถ้าการย้ายค่ายมือถือเปิดให้ใช้งานกันจริงๆ ก็ยังสงสัยอยู่ว่า จะมีคนไปย้ายมากน้อยแค่ไหน เค้าประมาณการคร่าวๆว่าน่าจะมีปีละประมาณ 500,000 เบอร์ แต่ก็คงต้องดูกันต่อไป


ซึ่งทางบอร์ดกทช.ได้ยืนยันค่ายมือถือทุกค่ายไปว่า จะต้องเปิดบริการคงสิทธิเลขหมายโทรคมนานคม (Number Portability) ภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ซึ่งถ้าหากไม่สามารถดำเนินการได้ทัน จะต้องโดนปรับวันละ 20,000 บาท นอกจากนี้ถ้าผู้ให้บริการรายใดต้องการที่จะเข้าร่วมประมูล 3G นั้นจะต้องทำการเปิดให้บริการคงสิทธิหมายเลขเดิมตามที่กำหนดไว้ก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมประมูลได้ และยังมีกทช.บางคนได้เสนอให้ตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมประมูล 3G แก่ผู้ให้บริการเครือข่ายที่ไม่สามารถเปิดให้บริการคงสิทธิหมายเลขได้ทันอีกด้วย

แต่จากข่าวล่าสุด ผู้ให้บริการทั้ง 5 ค่าย ได้แจ้งมาว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน และไม่ค่อยพอใจทางบอร์ด กทช.ที่จะปรับ วันละ 20,000 บาท

** แล้วเมื่อไรจะใช้งานกันได้ละเนี่ย

คำถามบ่อยๆเกี่ยวกับ Number Portability

Mobile Number Portability คืออะไร
Mobile Number Portability (MNP) หรือ บริการคงสิทธิเลขหมาย เป็นบริการที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถที่จะเปลี่ยนค่ายมือถือได้โดยที่ยังเก็บเบอร์โทรศัพท์นั้นไว้กับตัวด้วยนั่นเอง

Mobile Number Portability มีประโยชน์อย่างไร
ช่วยให้ชีวิตของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สะดวกขึ้น ไม่ติดข้อจำกัดของการใช้งานเลขหมายเดิม แต่ต้องการย้ายเครือข่ายใหม่ อีกทั้งเกิดการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการสูงขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานมีโอกาสได้เลือกใช้เครือข่ายที่มีคุณภาพ

เมื่อไหร่จะดำเนินการได้
ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของกทช. โดยผู้ให้บริการทุกรายกำลังจัดทำขั้นตอนและเตรียมความพร้อม เพื่อนำเสนอให้กับทาง กทช. พิจารณา ดังนั้นยังไม่ได้เปิดให้บริการในเรื่องนี้

ทำอย่างไรหากต้องการขอทำ Mobile Number Port
ลูกค้าสามารถติดต่อได้ที่จุดให้บริการของผู้ให้บริการที่ลูกค้าต้องการย้ายไปใช้งาน

การดำเนินการ Mobile Number Port ต้องเสียค่าดำเนินการเท่าไหร่
ขณะนี้ยังไม่ทราบ ทั้งนี้ทาง กทช. เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติแต่เพียงผู้เดียว

เมื่อดำเนินการแล้ว จะมีปัญหาเกี่ยวกับสัญญาณการใช้งานหรือไม่
สัญญาณการใช้งานจะขึ้นอยู่กับสัญญาณการให้บริการของแต่ละผู้ให้บริการ ที่ลูกค้าย้ายไปใช้งาน

กรณีที่ต้องการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครอง พร้อมกับการดำเนินการเปลี่ยน Mobile Number Port ทำได้ในวันเดียวกันเลยหรือไม่
ไม่สามารถดำเนินการในวันเดียวกันได้ ควรดำเนินการหลังจากที่ท่านได้โอนย้ายเลขหมายเรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณสำหรับทุกข้อมูลครับ

http://aisclub.ais.co.th/
http://www.phonemove.com/

http://www.bloggang.com/

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

IPConfig คำสั่งสำหรับเรียกดูหมายเลข IP Address ภายในเครื่อง


คำสั่ง IPConfig เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับเรียกดูหมายเลข IP Address ของเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่ ซึ่งถ้าหากท่านไม่ทราบว่าหมายเลข IP Address ของเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่นั้นเป็นหมายเลขอะไรหรือมีรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวข้องกับหมายเลข IP Address บ้าง ก็สามารถใช้คำสั่งนี้เรียกดูผ่านหน้าต่าง Command Prompt ได้เลยครับ โดยเข้าไปที่

1.คลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์ cmd วรรค /k วรรค ipconfig
2.ถ้าหากต้องการดูหมายเลข IP Address ซึ่งบอกรายละเอียดทั้งหมดก็สามารถดูได้โดยคลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์ cmd วรรค /k วรรค ipconfig วรรค /all

และนอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมที่นิยมใช้ร่วมกับคำสั่ง IPConfig ได้แก่

ipconfig [/? /all /renew [adapter] /release [adapter] /flushdns /displaydns /registerdns /showclassid adapter /setclassid adapter [classid] ]

Options:
/? แสดง help ของคำสั่งนี้
/all แสดงรายละเอียดทั้งหมด
/release ยกเลิกหมายเลข IP ปัจจุบัน
/renew ขอหมายเลข IP ใหม่ ในกรณีที่เน็ตเวิร์คมีปัญหา เราอาจจะลองตรวจสอบได้โดยการใช้คำสั่งนี้ ซึ่งหากคำสั่งนี้ทำงานได้สำเร็จ แสดงว่าปัญหาไม่ได้มาจากระบบเครือข่าย แต่อาจจะเกิดจากซอฟท์แวร์ของเรา
/flushdns ขจัด DNS Resolver ออกจาก cache.
/registerdns ทำการ Refreshes DHCP ทั้งหมด และ registers DNS names ใหม่
/displaydns แสดง DNS Resolver ทั้งหมดที่มีในอยู่ Cache.
/showclassid แสดง class IDs ทั้งหมดที่ DHCP ยอมให้กับการ์ดแลนใบนี้
/setclassid แก้ไข dhcp class id.



การใช้คำสั่ง Ping ตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่าย

คำสั่ง Ping เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบการเชื่อมต่อกับเครือข่ายระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่ในเครือข่าย โดยคำสั่ง Ping จะส่งข้อมูลที่เป็นแพ็คเกจ 4 ชุดๆละ 32 Byte ไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางที่ต้องการตรวจสอบ หากมีการตอบรับกลับมาจากคอมพิวเตอร์เป้าหมายก็แสดงว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายยังเป็นปกติ แต่หากไม่มีการตอบรับกลับมาก็แสดงว่าคอมพิวเตอร์ปลายทางหรือเครือข่ายอยู่ในช่วงหนาแน่น ดังนั้นจะเห็นว่าคำสั่ง Ping มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจสอบสถานะการเชื่อมต่อเครือข่ายเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการเรียกใช้งานมีดังนี้

1.คลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์ cmd เพื่อเรียกใช้งาน Command Prompt
2.เมื่อปรากฏหน้าต่าง Command Prompt ให้พิมพ์คำสั่ง ping ตามด้วยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเข้าไปตรวจสอบลงไป จากนั้นกดปุ่ม Enter
3.แต่ถ้าปรากฏคำสั่ง “Request timed out” นั่นแสดงว่าคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เกิดปัญหาขัดข้องไม่สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งจะต้องทำการตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายรวมถึงการตั้งค่าต่างๆให้ถูกต้อง แล้วลองใช้คำสั่ง Ping ตรวจสอบอีกครั้งครับ

ตัวเลือกเพิ่มเติมที่นิยมใช้ร่วมกันกับคำสั่ง Ping

Usage: ping [-t] [-a] [-n count] [-l size] [-f] [-i TTL] [-v TOS] [-r count] [-s count] [[-j host-list] [-k host-list] [-w timeout] target_name

Options:
-t Ping ไปยัง Host ตามที่ระบุเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่งยกเลิกโดยกดแป้น Ctrl-C.และหากต้องการดูสถิติให้กดแป้น Ctrl-Break
-a เปลี่ยนหมายเลข IP Address ของ Host เป็นชื่อแบบตัวอักษร
-n count Ping แบบระบุจำนวน echo ที่จะส่ง
-l size กำหนดขนาด buffer
-f ตั้งค่าไม่ให้แยก flag ใน packet.
-i TTL Ping แบบกำหนด Time To Live โดยกำหนดค่าตั้งแต่ 1-255
-v TOS กำหนดประเภทของบริการ (Type of service)
-r count Ping แบบให้มีการบันทึกเส้นทางและนับจำนวนครั้งในการ hops จนกว่าจะถึงปลายทาง
-s count Ping แบบนับเวลาในการ hop แต่ละครั้ง
-j host-list Loose source route along host-list.
-k host-list Strict source route along host-list.
-w timeout Ping แบบกำหนดเวลารอคอยการตอบรับ

เครดิต
http://www.varietypc.net/main/archives/692

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความสามารถของเยาวชนไทย บนกูเกิล


วันนี้วันที่ 12 สิงหาคม นอกจากจะเป็นวันแม่แห่งชาติแล้ว ยังเป็นวันแรกที่ผลงานการประกวด Doodle4Google ที่จะปรากฎบนเว็บไซต์ กูเกิลอีกด้วย





รายละเอียดกิจกรรม



Google ได้เริ่มจัดการประกวด Doodle 4 Google ครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อเดือนมราคม 2553 โดยการจัดประกวดนี้ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนชาวไทยทั่วประเทศร่วมแสดงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ภายใต้หัวข้อ "เมืองไทยของฉัน"

ภาพที่ส่งเข้าประกวดนั้นเกินความคาดหมายของเรามาก ทั้งในเรื่องของจำนวนซึ่งมีมากถึง 46,000 ดูเดิล จากกว่า 11,000 โรงเรียนทั่วประเทศ รวมไปถึงความสามารถทางด้านศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไทย

โดยผู้ชนะเลิศระดับประเทศ จะมีดูเดิลที่เป็นผลงานตนเอง ไปปรากฏบนหน้าเว็บกูเกิลประเทศไทย เป็นเวลา 24 ชม. เพื่อให้ผู้ใช้กูเกิลในไทยหลายล้านคนได้ร่วมชื่นชม ในวันที่ 12 สิงหาคม 2553 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ หรือวันแม่แห่งชาติ รวมถึงทริปไปทัศนศึกษาพร้อมกับผู้ปกครองและครูที่ปรึกษาที่ Google สำนักงานใหญ่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมกับได้พบปะทีมดูเดิลของกูเกิลแบบใกล้ชิด

ผลงานที่ชนะเลิศ

สุพรรณหงส์



"เมืองไทยของฉัน เป็นการนำเอาภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือพระที่นั่งสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ในพระราชพิธีต่างๆ ทางน้ำ ถือเป็นคุณค่าที่อยู่คู่ไทยมาอย่างยาวนาน สายน้ำที่มีเงาสะท้อนจากเรือ และตัว Google นั้น เป็นการแสดงถึงสายวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน ที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าของเรือทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เกี่ยวพันโยงใยไปกับอักษร Google ที่ใช้สีทองสีเดียว อันเป็นสีของความเจริญรุ่งเรือง และร่วมกันส่งต่อคุณค่าทั้งหมดแก่สายตาชาวโลก"

ด.ช. เทิดธันวา คะนะมะ โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

อัพเดตสถิติการคุกคามจากไวรัสคอมพิวเตอร์

ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ http://www.virus-radar.com/






Top threats in the last 24 hours


1. Win32/Oficla.HZ trojan Count 7 811
2. a variant of Win32/K... Count 4 082
3. Win32/Netsky.Q worm Count 1 470
4. a variant of Win32/I... Count 911
5. Win32/Zafi.B worm Count 495

ข้อมูล ของไวรัสที่คุกคามมากที่สุด

Info: Win32/Oficla.HZ trojan
Risk: Normal


Date first captured: 2010-08-11 11:11
Date last captured: 2010-08-12 14:59
Total stopped to date: 8 258
Most active month: 2010-08
Most active date: 2010-08-11
Infection ratio (2010-08-11): 0.138 %

หมั่นตรวจสอบบ่อยๆที่ http://www.virus-radar.com/ หรือ ที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จาก IPv4 สู่ IPv6

ปัจจุบันนี้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้นและมีเทคโนโลยีต่างๆมากมายที่จะต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อถึงกัน ดังในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือก็มีอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนประกอบหนึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ดังนั้นระบบอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่ใช้ IP Address ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้จะต้องมีการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตโดยการขยาย IP Address ให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการทำงานในโลกอนาคตที่มีอย่างไม่จำกัด ซึ่งอินเทอร์เน็ต ที่ถูกพัฒนาขึ้นนี้จะก่อให้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลและช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตในทุกๆด้านรวมไปถึงการศึกษาและด้านธุรกิจ


ความหมายของ IP Address IP Address ที่ใช้นั้นประกอบด้วยเลข 4 ชุด (หรือ 4 Bytes) แต่ละชุดจะแยกกันด้วยเครื่องหมาย “.” และแต่ละชุดจะเป็นตัวเลขได้ตั้งแต่ 0 – 255 (มาจาก 28-1) ดังตัวอย่าง 66.218.71.86 เป็นต้น มีด้วยกัน 5 Classes ได้แก่ Class A, B, C, D,และ E แต่ที่ใช้อยู่ในระบบเพียง 4 Classes โดย Class D นำมาใช้งานด้าน Multicast Application ส่งแพ็กเก็ตข้อมูลกระจายให้กลุ่มคอมพิวเตอร์ได้แก่งาน Tele-conference งานถ่ายทอด TV/Video บนระบบ IP Network เป็นต้น และสำหรับ Class E ไม่มีการใช้จริง

การขยาย IP จาก IPv4 เป็น IPv6 กลไกสำคัญในการทำงานของอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตโพรโตคอล ส่วนประกอบสำคัญของอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลคือ IP address ที่ใช้ในการอ้างอิงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เปรียบเสมือนการใช้งานโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารกันจะต้องมีเลขหมายเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้อ้างอิงผู้รับสายได้ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีหมายเลข IP Address ที่ไม่ซ้ำกับใครหมายเลข IP address ที่เราใช้กันทุกวันนี้ คือ Internet Protocol version 4 (IPv4) ซึ่งเราใช้เป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 ทั้งนี้การขยายตัวของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว

นักวิจัยเริ่มพบว่าจำนวนหมายเลข IP address ของ IPv4 กำลังจะถูกใช้หมดไป ไม่เพียงพอกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคตและหากเกิดขึ้นก็หมายความว่าเราจะไม่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้น จึงได้พัฒนาอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นใหม่ขึ้น คือ รุ่นที่หก (Internet Protocol version 6; IPv6) เพื่อทดแทนอินเทอร์เน็ตโพรโตคอลรุ่นเดิม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของตัวโพรโตคอล ให้รองรับหมายเลขแอดเดรสจำนวนมาก และปรับปรุงคุณลักษณะอื่นๆ อีกหลายประการ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและความปลอดภัยรองรับระบบแอพพลิเคชั่น (application) ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผล แพ็กเก็ต (packet) ให้ดีขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองต่อการขยายตัวและความต้องการใช้งานเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

IPv6 คืออะไร ?
IPv6 ย่อมาจาก "Internet Protocol Version 6" ซึ่งจะเป็น Internet protocol รุ่นต่อไป ออกแบบและคิดค้นโดย IETF เพื่อที่จะนำมาใช้แทน Internet Protocol รุ่นปัจจุบันคือ IP Version 4 ("IPv4")

ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ เราจะใช้ IPv4 ที่มีอายุเกือบ 20 ปีแล้ว และเริ่มจะมีปัญหาคือ IPv4 addresses กำลังใกล้จะหมด เนื่องจากมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ที่ต้องการจะต่อกับ Internet เพิ่มขึ้นทุกวัน


IPv6 จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดใน IPv4 เช่น เพิ่มจำนวน IP address ที่ใกล้จะหมด และได้เพิ่มความสามารถ บางอย่างให้ดีขึ้นกว่า IPv4 ด้วย เช่นความสามารถในด้าน routing และ network autoconfiguration


IPv6 ถูกกำหนดให้แทนที่ IPv4 แบบค่อยเป็นค่อยไป คือช่วงระหว่างการเปลี่ยนจาก IPv4 เป็น IPv6 คงใช้เวลาหลายปี จะต้องให้ IP ทั้งสองเวอร์ชั่นทำงานร่วมกันได้ เครื่องไหนเปลี่ยนเป็น IPv6 แล้วก็ต้องให้ IPv4 เข้าใช้บริการได้

Internet Protocol version 6 (IPv6) บางครั้งเรียกว่า Next Generation Internet Protocol หรือ IPng ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Gigabit Ethernet, OC-12, ATMและในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถทำงานในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพต่ำได้เช่น wireless network นอกจากนี้ยังได้มีการจัดเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับฟังก์ชันใหม่ๆ ของอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นที่ต้องการในอนาคตอันใกล้ไว้ด้วย ความแตกต่างระหว่าง IPv6 และ IPv4 มีอยู่ 5 ส่วนใหญ่ๆคือ การกำหนดหมายเลขและการเลือกเส้นทาง (Addressing & Routing) ความปลอดภัย อุปกรณ์แปลแอดเดรส (Network Address Translator : NAT) การลดภาระในการจัดการ ของผู้ดูแลระบบ และการรองรับการใช้งานในอุปกรณ์พกพา (Mobile Devices)

IPv6 addresses หน้าตาเป็นอย่างไร ?
IPv6 ประกอบด้วยเลขฐานสอง จำนวน 128 บิท ครับท่าน ถ้าจะคิดว่า จะเป็น IPs ต่าง ๆ กันได้กี่ IPs ก็หาได้จาก

2^128-1: 340282366920938463463374607431768211455
คงเป็นไปไม่ได้ ที่ใครจะจำ 128 บิท IPs ได้ ถึงแม้จะแปลงเป็นเลขฐานสิบแล้วก็ตาม เพราะเป็นเลขถึง 39 หลัก ดังนั้นผู้ค้นคิด จึงตัดสินใจใช้เลขฐาน 16 แทน เพราะ 4 บิทของเลขฐานสอง แปลงเป็นเลขฐาน 16 ได้ 1 หลักพอดี คือ 0-9 จากนั้นก็ใช้ a-f แทน 10-15 (ถ้าใครไม่รู้จักเลขฐาน 16 ก็คือหนึ่งหลักมีเลขเริ่มต้นจาก 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 a b c d e f) ดังนั้นเลข ip ก็จะเป็นเลขฐาน 16 จำนวน 32 หลัก (128/4)

ffffffffffffffffffffffffffffffff
ซึ่งก็ยังจำและเขียนยากอยู่ดี หรือว่าเขียน ตกไปหนึ่งตัว ก็จะทำให้ผิดความจริงไปได้ เพื่อให้สังเกตุเห็นได้ง่าย ผู้ค้นคิดจึงกำหนดให้ใช้ ":" ขั้น แต่ละ 16 บิท(ฐานสอง) หรือ 4 หลักของเลขฐาน 16 ได้ผลเป็น

ffff:ffff:ffff:ffff:ffff:ffff:ffff:ffff
ตัวอย่าง IPv6 address
3ffe:ffff:0100:f101:0210:a4ff:fee3:9566
เลข 0 ที่นำหน้า ของแต่ละ 16 บิท สามารถละไว้(ไม่ต้องเขียน)ได้

3ffe:ffff:0100:f101:0210:a4ff:fee3:9566 -> 3ffe:ffff:100:f101:210:a4ff:fee3:9566
ในแต่ละ 16 บิทบล็อค ถ้ามีแต่เลข 0 สามารถแทนด้วย "::" แต่ห้ามเขียนแบบนี้ ":::"

3ffe:ffff:100:f101:0:0:0:1 -> 3ffe:ffff:100:f101::1
การลดรูปมากที่สุด ก็คือ localhost address

0000:0000:0000:0000:0000:0000:0000:0001 -> ::1


เครดิต
http://www.thnic.or.th/article/18-technology/46-ip-v4-ip-v6

http://linux.sra.cattelecom.com/new/IPv6.html

Congestion control in ATM

Congestion control มีบทบาทสำคัญในการจัดการ traffic อย่างมีประสิทธิภาพของ ATM networks Congestion เป็นสถานะของ network elements ที่ network ไม่สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าการจัดการของ quality of service ได้มีให้สำหรับ connections เดิมและสำหรับการร้องขอจาก connection ใหม่ Congestion อาจจะเกิดขี้นเนื่องจากการผันแปรทางสถิติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ของ traffic flows หรือ ระบบ network ล้มเหลว

Congestion control ในทาง network หมายถึง การลดผลกระทบที่เกิดจาก congestion และ ป้องกันการกระจายของ congestion โดยสามารถกำหนด CAC หรือ UPC/NPC procedures เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์เหล่านี้ ดังตัวอย่างเช่น congestion control สามารถลดค่า peak bit rate และติดตามดูค่าของมันได้ นอกจากนี้ Congestion control ยังสามารถทำได้โดยใช้ Explicit Forward Congestion Notification ( EFCN ) เหมือนกับที่ใช้ใน Frame Relay protocol โดยจะทำการ set EFCN bit เอาไว้ที่ cell header ของ node ที่อยู่ใน congested state เมื่อปลายทางได้รับ network element จะใช้ bit นี้เพื่อในการ implement protocols ที่จะมี cell rate ต่ำที่สุดใน ATM connection เมื่อเกิด congestion.

เมื่อเกิด ความคับคั่ง (Congestion) ใน Network จะทำอย่างไร

ความคับคั่ง (Congestion) ในความหมายของระบบเครือข่ายหมายถึง มีปริมาณการใช้งานระบบเครือข่ายมากเกินไปจนทำให้การรับส่งข้อมูลทำได้ช้า สาเหุตทั่วไปของการเกิดความคับคั่งได้แก่
-มีผู้ใช้งานระบบเครือข่ายในส่วนงานนั้น ๆ มากเกินไป
โปรแกรมที่ใช้งานต้องการใช้การติดต่อบนระบบเครือข่ายสูงมาก เช่น โปรแกรมประเภทกรุ๊ปแวร์ (สำหรับการจัดตาราง หรือการจัดการนัดหมาย) และอีเมล์ที่มีการส่งไฟล์ขนาดใหญ่แนบมาด้วย โปรแกรมที่ใช้งานต้องการส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายเป็นปริมาณมากๆ เช่น โปรแกรมเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ และโปรแกรมมัลติมีเดีย

- จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความสามารถให้การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องเซิร์ฟเวอร์ตัวใหม่สูงขึ้น

สามารถหาจุดที่เกิดความคับคั่งของระบบเครือข่ายได้อย่างไร
การเกิดความคับคั่งของระบบเครือข่ายมักมีอาการดังนี้

ระบบเครือข่ายทำงานช้ามากขึ้น
ระบบเครือข่ายทั้งหมดมีข้อจำกัดในการส่งข้อมูล เมื่อการใช้งานระบบเครือข่ายน้อย อัตราการส่งข้อมูลจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่อีกเครื่องหนึ่งย่อมใช้เวลาน้อยด้วย เมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น การติดต่อสื่อสารและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบเครือข่าย ก็มากขึ้นทำให้อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลลดลง การส่งข้อมูลไปถึงปลายทางช้าลง
ในสถานะการณ์ที่ระบบเครือข่ายเกิดการทำงานหนักมากเกินไป โปรแกรมต่างๆ จะไม่สามารถทำงานผ่านระบบเครือข่ายได้เลย และโปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ทำให้จำเป็นต้องปิดเปิดเครื่องใหม่ แต่จำไว้ว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้การทำงานของโปรแกรมช้าลง (เช่น ความเร็วของซีพียู, ขนาดของหน่วยความจำ และประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์)

Network Utilization สูงขึ้น
การวัดถึงความหนาแน่นของระบบเครือข่ายที่สำคัญ รูปแบบหนึ่งก็คือการ วัด Channel utilization ซึ่งวัดจากเปอร์เซ็นต์ของเวลาที่ระบบเครือข่ายต้องทำการส่งข้อมูล ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรง กับปริมาณการใช้งานของระบบเครือข่าย คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้งานระบบเครือข่ายได้ ผ่านโปรแกรมจัดการระบบเครือข่ายที่สามารถแสดงข้อมูลหล่านี้ ออกมาเป็นรูปภาพและกราฟให้คุณเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ตรวจสอบระบบเครือข่ายชนิดพิเศษ (เช่น Protocol Analyzer หรือ Remote Monitoring RMON) ที่สามารถตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ระบบเครือข่ายอื่นๆ ที่ใช้งานบนระบบเครือข่ายของคุณ

ความไม่พอใจของผู้ใช้
ความเร็วของระบบเครือข่ายเป็นการวัดที่ปลายทาง สิ่งใช้วัดความหนาแน่นของแลนได้ดีที่สุดคือ ผู้ใช้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้าผู้ใช้ไม่พอใจกับประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายแล้ว แปลว่าต้องมีปัญหาเกิดขึ้น แม้ว่าระบบเครือข่ายจะทำงานได้ดีอยู่ก็ตาม ความไม่พอใจของผู้ใช้ อาจไม่ได้มาจากความหนาแน่นของระบบเครือข่าย แต่อาจมาจากโปรแกรมที่ใช้งาน ความเร็วของซีพียู และประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ ประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์ หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อ WAN ก็เป็นได้ (เช่น โมเด็มทำงานได้ช้าเกินไป)

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเช็คหมายเลขโทรศัพท์ว่าอยู่ในระบบใด

วิธีการตรวจสอบง่ายๆ ให้ไปที่

http://www.checkber.com/

เป็นบริการตรวจสอบเลขหมายโทรศัพท์มือถือ "ครอบคลุมทั้ง 9 ผู้ให้บริการ AIS, DTAC, True Move, Hutch, DPC, ThaiMobile, CAT, TOT และ ACeS"


ซึ่งผลการตรวจสอบจะบอกทั้ง ระบบ ผู้ให้บริการ พื้นที่ใช้บริการ(ภาค) สามารถเติมเงินได้อีกด้วย

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วิธีย้ายลิสต์จาก MSN จากเก่าไป MSN ใหม่

วิธีย้ายลิสต์จาก MSN จากเก่าไป MSN ใหม่สำหรับวิธีย้าย Contact List ของ MSN นั้นอันดับแรก คุณต้องบันทึก Contact List ที่ต้องการเสียก่อน
วิธีการคือ :
1. ให้คุณเปิด MSN ขึ้นมา
2. ที่แถบด้านบนของตัวโปรแกรม เลือกคำสั่ง Contacts > Save > Save instant messaging contacts... จะมีหน้าต่าง Save Messenger Contact List ปรากฏขึ้น
3. ให้ระบุตำแหน่งของแฟ้มที่ต้องการบันทึกไฟล์
4. ตั้งชื่อที่ต้องการแล้ว ...
5. กด OK เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ไฟล์รายชื่อ Contact List (นามสกุล .ctt) บันทึกในรูปแบบไฟล์แล้ว

วิธีการนำไปใช้ :
1. ให้คุณ Sing-in โปรแกรม MSN ด้วยอีเมล์ใหม่

2. จากนั้นให้คลิกคำสั่ง Contacts ของโปรแกรม MSN สังเกตที่บรรทัดล่างสุด
3. จะพบกับคำสั่งย่อย Import Contacts from a Saved File... ให้คลิกคำสั่งนี้แล้วจะปรากฏหน้าต่างให้ค้นหาไฟล์ Contact List ขึ้นมา

4. ให้คุณระบุตำแหน่งไปที่ไฟล์ที่คุณสร้างไว้ตอนต้น
5. แล้วกด Open


เครดิต :
http://danai.blog.mthai.com/2010/05/18/public-3

คำสั่งลัด ใน msn

/all <ข้อความ> = ส่งข้อความไปถึงทุกๆหน้าต่างที่เปิดอยู่ตอนนั้น หรือพิมพ์/ แล้วจะมีกล่องขึ้นมาให้เลือกคนที่เราจะส่งข้อความ
/appearoffline = เปลี่ยนสถานะเปน เสมือนออฟไลน์ (appear offline)
/away = เปลี่ยนสถานะเปน ไม่อยู่ (away)
/brb = เปลี่ยนสถานเปน เดี๋ยวกลับมา (be right back)
/busy = เปลี่ยนสถานะเปน กำลังยุ่ง (busy)
/online = เปลี่ยนสถานะเปน ออนไลน์ (online)
/onphone = เปลี่ยนสถานะเปน รับโทรศัพท์ (in a call)
/lunch = เปลี่ยนสถานะเปน ไปกินข้าว (out to lunch)
/block <อีเมล์ผู้ติดต่อ> = บล็อค
/call = เริ่มต้นการสนทนาด้วยเสียง
/checkupdates = เช็คการอับเดต Msn Pluss
/close = ปิดหน้าต่างที่คุยอยู่
/ctcinfo = ข้อมูลพิเศษของคนที่คุยด้วย จะมีกล่องข้อความขึ้นมา เราเก็บภาพเพื่อนที่สนทนาอยู่ด้วย
/displaypic = เปลี่ยนรูปดิสเพลย์ของคุณ
/emoticon = เลือกใช้ อีโมติคอนแสดงอารมณ์ หรือ กด Ctrl + E บนคีย์บอร์ด
/exit = ออกจากโปรแกรม msn
/find = หาข้อความในบทสนทนา หรือ Ctel + F บนคีย์บอร์ด
/font = เปลี่ยนแบบตัวหนังสือ
/invite = ลากคนอื่นมาร่วมวงเม้าส์
/logging = เปิด/ปิด บันทึกสนทนาหน้าต่างนั้นๆ
/me = แสดงชื่อเอม (says ของคุณ) ตามด้วยข้อความอะไรก๊ได้ /msg <อีเมล์ผู้ติดต่อ> = เริ่มต้นสนทนากับคนอื่น (ใส่ e-mail ไป)
/name <ข้อใหม่> = เปลี่ยนชื่อเอ็ม (says)
/notif <อีเมล์ผู้ติดต่อ> = เตือนเมื่อเค้ามีการกระทำ
/nudge = สั่น
/persostat = ตั้งสถานะ (กำหนดเอง)
/prefs = ตั้งค่้า plus
/psm = เปลี่ยนข้อความส่วนตัว
/received = เปิดที่อยู่ของไฟล์ที่รับ
/run <คำสั่งหรือชื่อไฟล์> = เปิดโปรแกรม หรือเปิดหน้าเวบ
/sendfile <ชื่อไฟล์> = ส่งไฟล์
/sendmail <อีเมล์> = ส่งเมลล์
/signout = ออกจากระบบ
/unblock <อีเมล์ผู้ติดต่อ> = ปลดบล็อก
/viewlog <อีเมล์ผู้ติดต่อ> = ดูบันทึกสนทนากับ?
/webcam = เริ่มสนทนาผ่านกล้อง
/wink = ส่งวิ้งค์ (Wink)

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

System Analyst

SA ที่หมายถึง System Analyst ยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.) System Analyst
2.) Bussiness Analyst

ถ้าเป็นลักษณะที่ 1. ก็รู้ Business และเข้าใจ Requirement ในระดับที่สามารถออกแบบระบบ หรือ ส่วนใหญ่กระบวนทางธุรกิจก็มักจะหมายถึง Table ใน Database รวมไปถึงสามารถอธิบาย Business Flow ให้พวก Developer ทำโปรแกรมออกมาให้ตาม Requirement ของลูกค้า
เข้าใจว่างานหลักๆคือเน้นการสร้างระบบจึงต้องมี ความรู้ด้าน Program ด้วย ไม่อย่างนั้นจะคุยกะโปรแกรมเมอร์ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนพูดกันคนละภาษา
แต่ คนพวกนี้จึงอาจโดนเกณฑ์ไป coding ถ้าโปรเจคไม่เสร็จ

ถ้าเป็นลักษณะ ที่ 2. เข้าใจว่าต้องเป็นพวกที่มีประสบการณ์ด้าน Business สูง สามารถวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Requirement จากลูกค้าได้ พวกนี้อาจจะต้องหนักด้านการติดต่อกับลูกค้าเป็นหลัก , design table , หน้าจอ เข้าใจ flow งานทั้งหมดแต่อาจจะไม่ต้อง Programming เป็นเลยก็ได้

แต่ ในโลกตวามจริง โปรเจคอาจจะไม่จำเป็นต้องจ้าง SA ที่เป็น 2 แบบนี้พร้อมกันเพราะทำให้ต้นทุนสูงก็เลยจ้างมาคนเดียวแล้วก็รับหน้าที่ทั้ง 2 เรื่องนี้ไปพร้อมๆกัน เพราะ Phase Design มันไม่ได้ต้องทำกันตลอดทั้ง Project และเมื่อ SA วางระบบเสร็จแล้ว ขั้นตอนในการ implement หรือ tuning ระบบให้เข้ากับความต้องการ

อีกอย่างนึงที่มักจะเห็น SA ชอบทำตกไปคือ การให้ความเข้าใจกับลูกค้า SA ควรจะ minimize scope ของงานให้ได้ตาม requirement แต่ไม่ได้ทำให้งานไปตกอยู่ที่ Programmer ทั้งหมด ดังนั้นในขั้นตอนการ design จึงเป็นเรื่องสำคัญว่าจะทำอย่างไรให้ระบบทำงานได้ครบตามความต้องการ และ งานไม่ใหญ่มากนักเพื่อให้ส่งมอบงานได้ตรงเวลา

ส่วน SA ที่เป็น Software/System Architect

เน้นหนักไปที่การ design software / system ให้มี Quality หรือ Best Performance มากกว่าอะครับ แช่นทำอย่างไรโปรแกรมจะทำงานได้เร็ว , โปรแกรมไม่ Error บ่อย , ปรับระบบให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าในส่วนของ Architect นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Requirement เพราะ Analyst เป็นคน design ให้ตรงกับ Requirement

Trivial File Transfer Protocol

TFTP เป็นกระบวนการรับส่งไฟล์ที่เรียบง่ายกว่า FTP ทั่วไป โดยใช้กลไกการสื่อสารแบบ UDP ( User Datagram Protocal ) ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ทำงานแบบ Connectionless ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใส่รหัสหรือ Password แต่จะทำได้เพียงโอนข้อมูลที่จัดเตรียมไว้แล้วเท่านั้น แต่จะไม่มีฟังก์ชันอื่น ๆ เช่น การแสดงรายชื่อไฟล์ การเปลี่ยนไดเร็คทอรี เป็นต้น

Simple Network Management Protocol

SNMP ย่อมาจาก Simple Network Management Protocol ซึ่งเป็นโพรโทคอลที่อยู่ระดับบนในชั้นการประยุกต์ และเป็นส่วนหนึ่งของชุดโพรโทคอล TCP/IP เครือข่ายอินทราเน็ตที่ใช้โพรโทคอล TCP/IP มีอุปกรณ์เครือข่ายแบบหลากชนิกและหลายยี่ห้อ แต่มาตรฐานการจัดการเครือข่ายที่ใช้งานได้ผลดีคือ SNMP ในการบริการและจัดการเครือข่ายต้องใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ มีส่วนของการทำงานร่วมกับระบบจัดการเครือข่าย ซึ่งเราเรียกว่า เอเจนต์ (Agent) เอเจนต์เป็นส่วนของซอฟต์แวร์ที่อยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมอยู่ในเครือข่ายโดยมีคอมพิวเตอร์หลักในระบบหนึ่งเครื่องเป็นตัวจัดการและบริหารเครือข่ายหรือเรียกว่า NMS-Network Management System

HyperText Transport Protocol: HTTP

เกณฑ์วิธีขนส่งข้อความหลายมิติ หรือ เอชทีทีพี (อังกฤษ: HyperText Transport Protocol: HTTP) คือโพรโทคอลในระดับชั้นโปรแกรมประยุกต์เพื่อการแจกจ่ายและการทำงานร่วมกันกับสารสนเทศของสื่อผสม ใช้สำหรับการรับทรัพยากรที่เชื่อมโยงกับภายนอก ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งเวิลด์ไวด์เว็บ

การพัฒนาเอชทีทีพีเป็นการทำงานร่วมกันของเวิลด์ไวด์เว็บคอนซอร์เทียม (W3C) และคณะทำงานเฉพาะกิจด้านวิศวกรรมอินเทอร์เน็ต (IETF) ซึ่งมีผลงานเด่นในการเผยแพร่เอกสารขอความเห็น (RFC) หลายชุด เอกสารที่สำคัญที่สุดคือ RFC 2616 (เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542) ได้กำหนด HTTP/1.1 ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน


เอชทีทีพีเป็นมาตรฐานในการร้องขอและการตอบรับระหว่างเครื่องลูกข่ายกับเครื่องแม่ข่าย ซึ่งเครื่องลูกข่ายคือผู้ใช้ปลายทาง (end-user) และเครื่องแม่ข่ายคือเว็บไซต์ เครื่องลูกข่ายจะสร้างการร้องขอเอชทีทีพีผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ เว็บครอว์เลอร์ หรือเครื่องมืออื่น ๆ ที่จัดว่าเป็น ตัวแทนผู้ใช้ (user agent) ส่วนเครื่องแม่ข่ายที่ตอบรับ ซึ่งเก็บบันทึกหรือสร้าง ทรัพยากร (resource) อย่างเช่นไฟล์เอชทีเอ็มแอลหรือรูปภาพ จะเรียกว่า เครื่องให้บริการต้นทาง (origin server) ในระหว่างตัวแทนผู้ใช้กับเครื่องให้บริการต้นทางอาจมีสื่อกลางหลายชนิด อาทิพร็อกซี เกตเวย์ และทุนเนล เอชทีทีพีไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้ชุดเกณฑ์วิธีอินเทอร์เน็ต (TCP/IP) เท่านั้น แม้ว่าจะเป็นการใช้งานที่นิยมมากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตก็ตาม โดยแท้จริงแล้วเอชทีทีพีสามารถ "นำไปใช้ได้บนโพรโทคอลอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ หรือบนเครือข่ายอื่นก็ได้" เอชทีทีพีคาดหวังเพียงแค่การสื่อสารที่เชื่อถือได้ นั่นคือโพรโทคอลที่มีการรับรองเช่นนั้นก็สามารถใช้งานได้
ปกติเครื่องลูกข่ายเอชทีทีพีจะเป็นผู้เริ่มสร้างการร้องขอก่อน โดยเปิดการเชื่อมต่อด้วยเกณฑ์วิธีควบคุมการขนส่งข้อมูล (TCP) ไปยังพอร์ตเฉพาะของเครื่องแม่ข่าย (พอร์ต 80 เป็นค่าปริยาย) เครื่องแม่ข่ายเอชทีทีพีที่เปิดรอรับอยู่ที่พอร์ตนั้น จะเปิดรอให้เครื่องลูกข่ายส่งข้อความร้องขอเข้ามา เมื่อได้รับการร้องขอแล้ว เครื่องแม่ข่ายจะตอบรับด้วยข้อความสถานะอันหนึ่ง ตัวอย่างเช่น "HTTP/1.1 200 OK" ตามด้วยเนื้อหาของมันเองส่งไปด้วย เนื้อหานั้นอาจเป็นแฟ้มข้อมูลที่ร้องขอ ข้อความแสดงข้อผิดพลาด หรือข้อมูลอย่างอื่นเป็นต้น

ทรัพยากรที่ถูกเข้าถึงด้วยเอชทีทีพีจะถูกระบุโดยใช้ตัวระบุแหล่งทรัพยากรสากล (URI) (หรือเจาะจงลงไปก็คือ ตัวชี้แหล่งในอินเทอร์เน็ต (URL)) โดยใช้ http: หรือ https: เป็นแผนของตัวระบุ (URI scheme)