ไบออส (Basic input output system) เป็นโปรแกรมเล็กๆที่อยู่ในเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์สำหรับกำหนดรูปแบบการทำงานจองเครื่องที่ทำงานอยู่ในระดับต่ำกว่าระบบปฏิบัติการโดยบรรจุอยู่ในระบบ Rom ซึ่งจะมีฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานต่างๆที่จำเป็นต่อการบู๊ตระบบ ถ้าไบออสเสียหายเครื่องจะบู๊ตไม่ได้
ในสมัยก่อนเมื่อประกอบเครื่องเสร็จแล้ว ทำการบู๊ตเครื่องจะไม่สามารถบู๊ตได้ทันทีจะต้องกำหนดค่าในไบออสก่อนว่ามีสื่อบันทึกข้อมูลอะไรอยู่ในเครื่องบ้าง แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาไบออสให้สามารถค้นหาและตรวจสอบอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้โดยอัตโนมัติ
กรณีที่มีปัญหาเครื่องทำงานไม่ถูกต้อง หากตรวจสอบส่วนอื่นแล้ว ไม่พบข้อผิดพลาดอาจจะต้องทำการอับเดท BIOS เพื่อให้ทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆได้ดีขึ้น วิธีการเช่นนี้เรียกว่า Flash BIOS ซึ่งอาจจะทำให้เครื่องทำงานได้ดีขึ้น
จุดมุ่งหมายในการปรับแต่งไบออส
หากเราต้องการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานตามปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งไบออสในเครื่องแล้ว แต่ถ้าต้องการให้เครื่องทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับแต่งไบออสจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้
1. ปรับแต่งเครื่องให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ บางครั้งถ้าปรับแต่งไบออสไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้เครื่องแฮงค์บ่อยๆ เช่น ปรับชนิด และความเร็วของแรมไว้ไม่ถูกต้อง
2. แก้ปัญหาฮาร์ดแวร์ต่างๆ ซึ่งบางครั้งอุปกรณ์ที่เราติดตั้งเพิ่ม อาจจะทำงานเข้ากับเครื่องไม่ได้ เช่น เครื่องพิมพ์รุ่นเก่าอาจจะไม่สนับสนุนการโอนถ่ายข้อมูลต่างๆทางพอร์ตขนาน
3. ปรับแต่งให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้น
ส่วนประกอบของไบออส
ชิปรอมไบออส BIOS บางครั้งเรียกว่า ซีมอส (CMOS) จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับเมนบอร์ด โดยใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรม ขนาดเล็ก ที่จำเป็นต่อการบู๊ตระบบของเครื่อง ซึ่งโดยปกติแล้วชิปรอมไบออสจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ชิปรอมไบออส และชิปรอมซีมอส ซึ่งแต่ละส่วนจะมีพื้นฐานทางด้านโครงสร้าง และการทำงานแตกต่างกัน
ชิปไบออส ชิปรอมไบออสถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เก็บข้อมูลพื้นฐานที่จพเป็นต่อการบู๊ตระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ่งการทำงานของชิปไบออสใช้พื้นฐานทางเทคโนโลยีของ ROM จึงไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ในการเก็บรักษาข้อมูล หรือโปรอกรมที่อยู่ภายใน ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะปิดเครื่องหลังการใช้งานแล้ว โปรแกรมย่อยที่เก็บอยู่ในชิปไบออสจะไม่สูญหายไปแต่อย่างใด
ชิปซีมอส ชิปซีมอสทำหน้าที่เก็บโปรแกรมขนาดเล็กที่ใช้ในการบู๊ตระบบ ซึ่งสามารถที่จะเก็บค่าซีมอสได้ เนื่องจากชิปซีมอสมีหลักการทำงานเหมือนกันแรม ดังนั้นชิปซีมอสจึงต้องการพลังงานไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่กำหนดไว้สูญหายไป ซึ่งพลังงานที่ใช้ในการหล่อเลี้ยง มาจากแบตเตอรี่แบกอัพนั่นเอง
หน้าที่หลักของไบออส
หน้าจอการทำงานของไบออส เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์และรายงานผลการตรวจสอบ ให้เราทราบว่าอุปกรณ์ในเครื่องยังทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ ดังได้สรุปดังนี้
ตรวจสอบอุปกรณ์หลักของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์นี้เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อเครื่องทุกเครื่อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ การ์ดแสดงผล เมาส์ คีย์บอร์ด และหน่วยความจำหลัก หากพบว่ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งทำงานไม่ถูกต้องไบออสจะแจ้งให้ทราบโดยส่งเสียง ปี๊บ หรือแสดงข้อความแจ้งข้อผิดพลาดออกมาทางหน้าจอ
กำหนดค่าเริ่มต้นสำหรับอุปกรณ์บางชนิดเช่น การ์ดจอ หรือ การ์ดเสียง
แสดงรายงานการตรวจสอบผลของอุปกรณ์ในเครื่อง หลังจากที่ไบออสได้ตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆในเครื่องแล้ว ในหน้าจอต่อมาจะแสดงรายงานสรุปถึงชนิดอุปกรณ์ที่ตรวจพบภายในเครื่อง ให้ผู้ใช้ทราบผ่านทางหน้าจอ
ไบออสจะค้นหาและโหลดโปรแกรมสำหรับบู๊ตจากไดรฟ์ C หรือไดรฟ์ที่บู๊ตได้เพื่อโหลดระบบปฏิบัติการขึ้นมาทำงาน
ไบออสที่มีใช้ในปัจจุบัน
เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างยี่ห้อจะใช้ไบออสต่างกันไปตามรุ่นและยี่ห้อ แต่ในเครื่องยี่ห้อเดียวกันมักจะใช้ไบออสจากผู้ผลิตเดียวกัน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้
ไบออสของ Award
เป็นไบออสที่ได้รับความิยมมากที่สุด เนื่องจากมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย Award เป็นผู้ผลิดไบออส สำหรับจำหน่ายให้กับผู้ผลิดเมนบอร์ดอย่างเดียว หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Award เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.award.com
ไบออสของ AMI
AMI เป็นเป็นผู้ผลิตไบออสที่เป็นผู้ริเริ่มให้ใช้เมาส์ในการคลิกปรับแต่งค่าได้ทำให้สะดวกในการปรับแต่ง และต่อมาได้มีการปรับปรุงรูปแบบการใช้งาน จนมีความคล้ายกับไบออสของ Award หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ AMI เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.ami.com
ไบออสของ Phoenix
Phoenix เป็นไบออสอีกยี่ห้อหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันพอสมควร แต่อยู่ในหมู่ผู้ผลิตเครื่องมียี่ห้อ โดยไบออสของ Phoenix จะไม่มีตัวเลือกสำหรับปรับแต่งมากเท่าไหร่ เพราะผู้ผลิตเครื่องได้กำหนดค่าไบออสมาจากโรงงานแล้ว ในปัจจุบัน Phoenix ได้รวมกิจจะการกับ Award หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Phoenix เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.award.com
อัพเดตความรู้ ข้อมูล ข่าวสารด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ กับเว็บบล็อก http://computertru.blogspot.com
Music Hit In your life
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ไบออส (BIOS:Basic Input Output System)
ไบออส (Basic input output system) เป็นโปรแกรมเล็กๆที่อยู่ในเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์สำหรับกำหนดรูปแบบการทำงานจองเครื่องที่ทำงานอยู่ในระดับต่ำกว่าระบบปฏิบัติการโดยบรรจุอยู่ในระบบ Rom ซึ่งจะมีฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานต่างๆที่จำเป็นต่อการบู๊ตระบบ ถ้าไบออสเสียหายเครื่องจะบู๊ตไม่ได้
ในสมัยก่อนเมื่อประกอบเครื่องเสร็จแล้ว ทำการบู๊ตเครื่องจะไม่สามารถบู๊ตได้ทันทีจะต้องกำหนดค่าในไบออสก่อนว่ามีสื่อบันทึกข้อมูลอะไรอยู่ในเครื่องบ้าง แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาไบออสให้สามารถค้นหาและตรวจสอบอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้โดยอัตโนมัติ
กรณีที่มีปัญหาเครื่องทำงานไม่ถูกต้อง หากตรวจสอบส่วนอื่นแล้ว ไม่พบข้อผิดพลาดอาจจะต้องทำการอับเดท BIOS เพื่อให้ทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆได้ดีขึ้น วิธีการเช่นนี้เรียกว่า Flash BIOS ซึ่งอาจจะทำให้เครื่องทำงานได้ดีขึ้น
จุดมุ่งหมายในการปรับแต่งไบออส
หากเราต้องการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานตามปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งไบออสในเครื่องแล้ว แต่ถ้าต้องการให้เครื่องทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับแต่งไบออสจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้
1. ปรับแต่งเครื่องให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ บางครั้งถ้าปรับแต่งไบออสไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้เครื่องแฮงค์บ่อยๆ เช่น ปรับชนิด และความเร็วของแรมไว้ไม่ถูกต้อง
2. แก้ปัญหาฮาร์ดแวร์ต่างๆ ซึ่งบางครั้งอุปกรณ์ที่เราติดตั้งเพิ่ม อาจจะทำงานเข้ากับเครื่องไม่ได้ เช่น เครื่องพิมพ์รุ่นเก่าอาจจะไม่สนับสนุนการโอนถ่ายข้อมูลต่างๆทางพอร์ตขนาน
3. ปรับแต่งให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้น
ส่วนประกอบของไบออส
ชิปรอมไบออส BIOS บางครั้งเรียกว่า ซีมอส (CMOS) จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับเมนบอร์ด โดยใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรม ขนาดเล็ก ที่จำเป็นต่อการบู๊ตระบบของเครื่อง ซึ่งโดยปกติแล้วชิปรอมไบออสจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ชิปรอมไบออส และชิปรอมซีมอส ซึ่งแต่ละส่วนจะมีพื้นฐานทางด้านโครงสร้าง และการทำงานแตกต่างกัน
ชิปไบออส ชิปรอมไบออสถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เก็บข้อมูลพื้นฐานที่จพเป็นต่อการบู๊ตระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ่งการทำงานของชิปไบออสใช้พื้นฐานทางเทคโนโลยีของ ROM จึงไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ในการเก็บรักษาข้อมูล หรือโปรอกรมที่อยู่ภายใน ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะปิดเครื่องหลังการใช้งานแล้ว โปรแกรมย่อยที่เก็บอยู่ในชิปไบออสจะไม่สูญหายไปแต่อย่างใด
ชิปซีมอส ชิปซีมอสทำหน้าที่เก็บโปรแกรมขนาดเล็กที่ใช้ในการบู๊ตระบบ ซึ่งสามารถที่จะเก็บค่าซีมอสได้ เนื่องจากชิปซีมอสมีหลักการทำงานเหมือนกันแรม ดังนั้นชิปซีมอสจึงต้องการพลังงานไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่กำหนดไว้สูญหายไป ซึ่งพลังงานที่ใช้ในการหล่อเลี้ยง มาจากแบตเตอรี่แบกอัพนั่นเอง
หน้าที่หลักของไบออส
หน้าจอการทำงานของไบออส เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์และรายงานผลการตรวจสอบ ให้เราทราบว่าอุปกรณ์ในเครื่องยังทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ ดังได้สรุปดังนี้
ตรวจสอบอุปกรณ์หลักของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์นี้เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อเครื่องทุกเครื่อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ การ์ดแสดงผล เมาส์ คีย์บอร์ด และหน่วยความจำหลัก หากพบว่ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งทำงานไม่ถูกต้องไบออสจะแจ้งให้ทราบโดยส่งเสียง ปี๊บ หรือแสดงข้อความแจ้งข้อผิดพลาดออกมาทางหน้าจอ
กำหนดค่าเริ่มต้นสำหรับอุปกรณ์บางชนิดเช่น การ์ดจอ หรือ การ์ดเสียง
แสดงรายงานการตรวจสอบผลของอุปกรณ์ในเครื่อง หลังจากที่ไบออสได้ตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆในเครื่องแล้ว ในหน้าจอต่อมาจะแสดงรายงานสรุปถึงชนิดอุปกรณ์ที่ตรวจพบภายในเครื่อง ให้ผู้ใช้ทราบผ่านทางหน้าจอ
ไบออสจะค้นหาและโหลดโปรแกรมสำหรับบู๊ตจากไดรฟ์ C หรือไดรฟ์ที่บู๊ตได้เพื่อโหลดระบบปฏิบัติการขึ้นมาทำงาน
ไบออสที่มีใช้ในปัจจุบัน
เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างยี่ห้อจะใช้ไบออสต่างกันไปตามรุ่นและยี่ห้อ แต่ในเครื่องยี่ห้อเดียวกันมักจะใช้ไบออสจากผู้ผลิตเดียวกัน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้
ไบออสของ Award
เป็นไบออสที่ได้รับความิยมมากที่สุด เนื่องจากมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย Award เป็นผู้ผลิดไบออส สำหรับจำหน่ายให้กับผู้ผลิดเมนบอร์ดอย่างเดียว หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Award เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.award.com
ไบออสของ AMI
AMI เป็นเป็นผู้ผลิตไบออสที่เป็นผู้ริเริ่มให้ใช้เมาส์ในการคลิกปรับแต่งค่าได้ทำให้สะดวกในการปรับแต่ง และต่อมาได้มีการปรับปรุงรูปแบบการใช้งาน จนมีความคล้ายกับไบออสของ Award หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ AMI เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.ami.com
ไบออสของ Phoenix
Phoenix เป็นไบออสอีกยี่ห้อหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันพอสมควร แต่อยู่ในหมู่ผู้ผลิตเครื่องมียี่ห้อ โดยไบออสของ Phoenix จะไม่มีตัวเลือกสำหรับปรับแต่งมากเท่าไหร่ เพราะผู้ผลิตเครื่องได้กำหนดค่าไบออสมาจากโรงงานแล้ว ในปัจจุบัน Phoenix ได้รวมกิจจะการกับ Award หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Phoenix เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.award.com
ในสมัยก่อนเมื่อประกอบเครื่องเสร็จแล้ว ทำการบู๊ตเครื่องจะไม่สามารถบู๊ตได้ทันทีจะต้องกำหนดค่าในไบออสก่อนว่ามีสื่อบันทึกข้อมูลอะไรอยู่ในเครื่องบ้าง แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาไบออสให้สามารถค้นหาและตรวจสอบอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้โดยอัตโนมัติ
กรณีที่มีปัญหาเครื่องทำงานไม่ถูกต้อง หากตรวจสอบส่วนอื่นแล้ว ไม่พบข้อผิดพลาดอาจจะต้องทำการอับเดท BIOS เพื่อให้ทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆได้ดีขึ้น วิธีการเช่นนี้เรียกว่า Flash BIOS ซึ่งอาจจะทำให้เครื่องทำงานได้ดีขึ้น
จุดมุ่งหมายในการปรับแต่งไบออส
หากเราต้องการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานตามปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งไบออสในเครื่องแล้ว แต่ถ้าต้องการให้เครื่องทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับแต่งไบออสจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยมีจุดมุ่งหมายดังนี้
1. ปรับแต่งเครื่องให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ บางครั้งถ้าปรับแต่งไบออสไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้เครื่องแฮงค์บ่อยๆ เช่น ปรับชนิด และความเร็วของแรมไว้ไม่ถูกต้อง
2. แก้ปัญหาฮาร์ดแวร์ต่างๆ ซึ่งบางครั้งอุปกรณ์ที่เราติดตั้งเพิ่ม อาจจะทำงานเข้ากับเครื่องไม่ได้ เช่น เครื่องพิมพ์รุ่นเก่าอาจจะไม่สนับสนุนการโอนถ่ายข้อมูลต่างๆทางพอร์ตขนาน
3. ปรับแต่งให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้น
ส่วนประกอบของไบออส
ชิปรอมไบออส BIOS บางครั้งเรียกว่า ซีมอส (CMOS) จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับเมนบอร์ด โดยใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรม ขนาดเล็ก ที่จำเป็นต่อการบู๊ตระบบของเครื่อง ซึ่งโดยปกติแล้วชิปรอมไบออสจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ชิปรอมไบออส และชิปรอมซีมอส ซึ่งแต่ละส่วนจะมีพื้นฐานทางด้านโครงสร้าง และการทำงานแตกต่างกัน
ชิปไบออส ชิปรอมไบออสถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เก็บข้อมูลพื้นฐานที่จพเป็นต่อการบู๊ตระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ่งการทำงานของชิปไบออสใช้พื้นฐานทางเทคโนโลยีของ ROM จึงไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ในการเก็บรักษาข้อมูล หรือโปรอกรมที่อยู่ภายใน ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะปิดเครื่องหลังการใช้งานแล้ว โปรแกรมย่อยที่เก็บอยู่ในชิปไบออสจะไม่สูญหายไปแต่อย่างใด
ชิปซีมอส ชิปซีมอสทำหน้าที่เก็บโปรแกรมขนาดเล็กที่ใช้ในการบู๊ตระบบ ซึ่งสามารถที่จะเก็บค่าซีมอสได้ เนื่องจากชิปซีมอสมีหลักการทำงานเหมือนกันแรม ดังนั้นชิปซีมอสจึงต้องการพลังงานไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่กำหนดไว้สูญหายไป ซึ่งพลังงานที่ใช้ในการหล่อเลี้ยง มาจากแบตเตอรี่แบกอัพนั่นเอง
หน้าที่หลักของไบออส
หน้าจอการทำงานของไบออส เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์และรายงานผลการตรวจสอบ ให้เราทราบว่าอุปกรณ์ในเครื่องยังทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ ดังได้สรุปดังนี้
ตรวจสอบอุปกรณ์หลักของคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์นี้เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อเครื่องทุกเครื่อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ การ์ดแสดงผล เมาส์ คีย์บอร์ด และหน่วยความจำหลัก หากพบว่ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งทำงานไม่ถูกต้องไบออสจะแจ้งให้ทราบโดยส่งเสียง ปี๊บ หรือแสดงข้อความแจ้งข้อผิดพลาดออกมาทางหน้าจอ
กำหนดค่าเริ่มต้นสำหรับอุปกรณ์บางชนิดเช่น การ์ดจอ หรือ การ์ดเสียง
แสดงรายงานการตรวจสอบผลของอุปกรณ์ในเครื่อง หลังจากที่ไบออสได้ตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆในเครื่องแล้ว ในหน้าจอต่อมาจะแสดงรายงานสรุปถึงชนิดอุปกรณ์ที่ตรวจพบภายในเครื่อง ให้ผู้ใช้ทราบผ่านทางหน้าจอ
ไบออสจะค้นหาและโหลดโปรแกรมสำหรับบู๊ตจากไดรฟ์ C หรือไดรฟ์ที่บู๊ตได้เพื่อโหลดระบบปฏิบัติการขึ้นมาทำงาน
ไบออสที่มีใช้ในปัจจุบัน
เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างยี่ห้อจะใช้ไบออสต่างกันไปตามรุ่นและยี่ห้อ แต่ในเครื่องยี่ห้อเดียวกันมักจะใช้ไบออสจากผู้ผลิตเดียวกัน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้
ไบออสของ Award
เป็นไบออสที่ได้รับความิยมมากที่สุด เนื่องจากมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย Award เป็นผู้ผลิดไบออส สำหรับจำหน่ายให้กับผู้ผลิดเมนบอร์ดอย่างเดียว หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Award เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.award.com
ไบออสของ AMI
AMI เป็นเป็นผู้ผลิตไบออสที่เป็นผู้ริเริ่มให้ใช้เมาส์ในการคลิกปรับแต่งค่าได้ทำให้สะดวกในการปรับแต่ง และต่อมาได้มีการปรับปรุงรูปแบบการใช้งาน จนมีความคล้ายกับไบออสของ Award หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ AMI เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.ami.com
ไบออสของ Phoenix
Phoenix เป็นไบออสอีกยี่ห้อหนึ่งที่มีผู้นิยมใช้กันพอสมควร แต่อยู่ในหมู่ผู้ผลิตเครื่องมียี่ห้อ โดยไบออสของ Phoenix จะไม่มีตัวเลือกสำหรับปรับแต่งมากเท่าไหร่ เพราะผู้ผลิตเครื่องได้กำหนดค่าไบออสมาจากโรงงานแล้ว ในปัจจุบัน Phoenix ได้รวมกิจจะการกับ Award หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Phoenix เพิ่มเติมให้เข้าไปที่เวบไซต์ www.award.com
ความรู้เรื่อง BUS และระบบบัส
ความรู้เรื่อง BUS
BUS หมายถึง ช่องทางการขนถ่ายข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ เพราะการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ CPU จะต้องอ่านเอาคำสั่งหรือโปรแกรมจากหน่วยความจำ มาตีความและทำตามคำสั่งนั้นๆ ซึ่งในบางครั้งจะต้องอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อใช้ประกอบในการทำงาน หรือใช้ในการประมวลผลด้วยผลลัพธ์ของการประมวลผล ก็ต้องส่งไปแสดงผลที่ยังจอภาพ หรือเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นๆ
ระบบ BUS ทางกายภาพ คือสายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ต่างๆ ความกว้างของระบบบัส จะนับขนาดข้อมูลที่วิ่งอยู่โดยจะมีหน่วยเป็น บิต (BIT) บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ บัสจะมีความกว้างหลายขนาด ขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่องพีซี เช่น บัสขนาด 8 บิต 16 บิต และ 32 บิต โดยปัจจุบันจะกว้าง 16 บิต บัสยิ่งกว้างจะทำให้การส่งถ่ายข้อมูลจะทำได้ครั้งละมากๆ จะมีผลทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นทำงานได้เร็วตามไปด้วย
การทำงานของระบบบัสในเครื่องพีซี
ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์ การส่งถ่ายข้อมูลส่วนมากจะเป็นระหว่างไมโครโปรเซสเซอร์กับอุปกรณ์ภายนอกทั้งหมด โดยผ่านบัส ในไมโครโพรเซสเซอร์จะมีบัสต่างๆ ดังนี้คือ
บัสข้อมูล (DATA BUS) คือบัสที่ ไมโครโพรเซสเซอร์ (ซีพียู) ใช้เป็นเส้นทางผ่านในการควบคุมการส่งถ่ายข้อมูลจากตัวซีพียูไปยังอุปกรณ์ภายนอกหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอก เพื่อทำการประมวลผลที่ซีพียู
บัสรองรับข้อมูล (ADDRESS BUS) คือบัสที่ตัวซีพียู เลือกว่าจะส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ไหนไปที่ใดโดยจะต้องส่งสัญญาณเลือกออกมาทางแอดเดรสบัส
บัสควบคุม (CONTROL BUS) เป็นบัสที่รับสัญญาณการควบคุมจากตัวซีพียูโดยบัสควบคุม เพื่อบังคับว่าจะอ่านข้อมูลเข้ามา หรือจะส่งข้อมูลออกไป จากตัวซีพียู โดยระบบภายนอกจะตอบรับต่อสัญญาณควบคุมนั้น
ไมโครโพรเซสเซอร์ไม่ใช่จะควบคุมการทำงานของบัสทั้งหมด บางกรณีในการส่งถ่ายข้อมูลภายนอกด้วยกันเอง ผ่านบัสได้เป็นกรณีพิเศษเหมือนกัน เช่น การอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำสำรองขนาดใหญ่ สามารถส่งผ่านมายังหน่วยความจำหลักได้โดยไม่ผ่านไมโครโพรเซสเซอร์เลย ก็โดยการใช้ขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการ DMA (DIRECT MEMORY ACCESS)
บทบาทของระบบบัส
บัสเป็นเส้นทางหลักของคอมพิวเตอร์ในการเชื่อมโยงการ์ดขยายทุกชนิด ไปยังไมโครโพรเซสเซอร์ บัสความจริงก็คือ ชุดของเส้นลวดที่วางขนานกันเป็นเส้นทางวงจรไฟฟ้าเปรียบเทียบเหมือนถนนที่มีหลายช่องทางจราจร ยิ่งมีช่องทางจราจรมาก ก็ยิ่งระบายรถได้มากและหมดเร็ว เมื่อเราเสียบการ์ดลงช่องเสียบบนแผงวงจรหลัก (สล๊อต) ก็เท่ากับว่าได้เชื่อมต่อการ์ดนั้นเข้ากับวงจรบัสโดยตรง
จุดประสงค์หลักของบัสก็คือ การส่งผ่านข้อมูลไปและกลับ จากไมโครโพรเซสเซอร์หรือจากอุปกรณ์หนึ่ง โดยทางคอนโทรลเลอร์ DMA การ์ดทุกตัวที่เสียบอยู่บนสล็อตของแผงวงจรหลักจะใช้เส้นทางเดินของบัสอันเดียวกัน ดังนั้นข้อมูลต่างๆจึงถูกจัดระบบและควบคุมการส่งผ่านในระบบ จะพบว่าบัสแบ่งได้เป็น 4 ส่วนใหญ่ๆดังนี้
1. สายไฟฟ้า (POWER LINE) จะให้พลังไฟฟ้ากับการ์ดขยายต่างๆ
2. สายควบคุม (CONTROL LINE) ใช้สำหรับส่งผ่านสัญญาณเวลา (TIMING SIGNS) จากนาฬิกาของระบบ และส่งสัญญาณอินเตอร์รัพต์
3. สายแอดเดรส (ADDRESS LINE) ข้อมูลใดๆที่จะถูกส่งผ่านไป แอดเดรสเป้าหมายจะถูกส่งมาตามสายข้อมูลและบอกให้ตำแหน่งรับข้อมูล (แอดเดรส) รู้ว่าจะมีข้อมูลบางอย่างพร้อมที่จะส่งมาให้
4. สายข้อมูล (DATA LINE) ไมโครเมตรจะตรวจสอบว่ามีสัญญาณแสดงความพร้อมหรือยัง (บนสาย I/O CHANNEL READY) เมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ข้อมูลก็จะถูกส่งผ่านไปตามสายข้อมูล
จำนวนสายที่ระบุถึงแอดเดรสของบัส หมายถึง จำนวนของหน่วยความจำที่อ้างแอดเดรสได้ทั้งหมด เช่น สายแอดเดรส 20 สาย สามารถใช้หน่วยความจำได้ 1 เมกะไบต์ จำนวนของสายบัสจะหมายถึงบัสข้อมูล ซึ่งก็คือข้อมูลทั้งหมดที่ส่งผ่านไปในบัสตามกฎที่ตั้งไว้ ความเร็วในการทำงานที่เหมาะสมจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ จำนวนสายข้อมูลเพียงพอกับจำนวนสายส่งข้อมูลของไมโครโพรเซสเซอร์ จำนวนสายส่งข้อมูลมักจะระบุถึงคุณสมบัติของบัสในเครื่องพีซีนั้นๆ เช่น บัส 16 บิต หมายถึง บัสที่ใช้สายข้อมูล 16 สายนั่นเอง
PCI BUS
ระบบ PCI หรือ PERIPHERAL COMPONENT INTERCONNECT ก็เป็น LOCAL BUS อีกแบบหนึ่งที่พัฒนาขึ้นโดย INTEL โดยที่แยกการควบคุมของระบบบัส กับ CPU ออกจากกัน และส่งข้อมูลผ่านกันทางวงจรเชื่อมซึ่งจะมี CHIPSET ที่คอยควบคุมการทำงานของระบบบัสต่างหาก โดยที่ CHIPSET ที่ควบคุมนี้จะเป็นลักษณะ PROCESSOR INDEPENDENT คือไม่ขึ้นกับตัว PROCESSOR
ต่อมาเมื่อ INTEL เปิดตัว CPU ใน GENERATION ที่ 5 ของตน INTEL PENTIUM ซึ่งเป็น CPU ขนาด 64 BIT ทาง INTEL ได้ทำการกำหนดมาตรฐาน ของ PCI เสียใหม่เป็น PCI 2.0 ซึ่ง PCI 2.0 นี้ก็จะมีความกว้างของเส้นทางข้อมูลถึง 64 BIT ซึ่งหากใช้กับ CARD 64 BIT แล้วก็จะสามารถให้อัตราเร็วในการส่งผ่านที่สูงสุดถึง 266 M/s
จุดเด่นของ PCI ที่เห็นได้ชัดนอกเหนือไปจากที่กล่าวข้างต้นก็ยังมีเรื่องของ BUS MASTERING ซึ่ง PCI นั้นก็สามารถทำได้เช่นกันกับ EISA และ MCA แล้ว CHIPSET ที่ใช้เป็นตัวควบคุมการทำงาน ก็ยังสนับสนุนระบบ ISA และ EISA อีกด้วย ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิต MAINBOARD ที่มีทั้ง SLOT ISA, EISA และ PCI รวมกันได้ นอกจากนั้นยังสนับสนุนระบบ PLUG-AND-PLAY อีกด้วย
ระบบบัส AGP
ในกลางปี 1996 เมื่อ INTEL ได้ทำการเปิดตัว INTEL PENTIUM II ซึ่งพร้อมกันนั้นก็ได้ทำการเปิดตัวสถาปัตยกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยแสดงผลด้วย นั่นก็คือ ACCELERATED GRAPHICS PORT
หรือ AGP ซึ่งก็ได้เปิดตัว CHIPSET ที่สนับสนุนการทำงานนี้ด้วย คือ 440LX
AGP นั้นจะมีการเชื่อมต่อกับ CHIPSET ของระบบแบบ POINT-TO-POINT ซึ่งจะช่วยให้การส่งผ่านข้อมูลระหว่าง CARD AGP กับ CHIPSET ของระบบได้เร็วขึ้น และยังมีเส้นทางเฉพาะสำหรับติดต่อกับหน่วยความจำหลักของระบบ เพื่อใช้ทำการ RENDER ภาพแบบ 3D ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
จากเดิม CARD แสดงผลแบบ PCI นั้นจะมีปัญหาเรื่องของหน่วยความจำเป็น CARD เพราะเมื่อต้องการใช้งานด้านการ RENDER ภาพ 3 มิติ ที่มีขนาดใหญ่มากๆ ก็จำเป็นต้องกมีการใช้หน่วยความจำบน CARD นั้นมากๆเพื่อรองรับขนาดของพื้นผิว ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของงาน RENDER แน่นอนเมื่อหน่วยความจำมากๆ ราคาก็ยิ่งแพง ดังนั้นทาง INTEL จึงได้ทำการคิดคันสถาปัตยกรรมใหม่เพื่องานด้าน GRAPHICS นี้โดยเฉพาะ AGP จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา
AGP นั้นจะมี MODE ในการ RENDER อยู่ 2 แบบ คือ LOCAL TEXTURING และ AGP TEXTURING โดยใช้ LOCAL TEXTURING นั้นจะทำการ COPY หน่วยความจำของระบบไปเก็บไว้ที่เฟรมบัฟเฟอร์ของ CARD จากนั้นจะทำการประมวลผลโดยดึงข้อมูลจากเฟรมบัฟเฟอร์บน CARD นั้นอีกที ซึ่งวิธีการนี้ก็เป็นวิธีที่ใช้บนระบบ PCI ด้วย วิธีการนี้จะเพิ่มขนาดของหน่วยความจำเป็น CARD มาก
AGP TEXTURING นั้นเป็นเทคนิคใหม่ที่ช่วยลดขนาดของหน่วยความจำ หรือเฟรมบัฟเฟอร์บน DISPLAY CARD ลงได้มาก เพราะสามารถการใช้งานหน่วยความจำของระบบให้เป็นเฟรมบัฟเฟอร์ได้เลย โดยไม่ต้องดึงข้อมูลมาพักไว้ที่เฟรมบัฟเฟอร์ของ CARD ก่อน
BUS หมายถึง ช่องทางการขนถ่ายข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ เพราะการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ CPU จะต้องอ่านเอาคำสั่งหรือโปรแกรมจากหน่วยความจำ มาตีความและทำตามคำสั่งนั้นๆ ซึ่งในบางครั้งจะต้องอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อใช้ประกอบในการทำงาน หรือใช้ในการประมวลผลด้วยผลลัพธ์ของการประมวลผล ก็ต้องส่งไปแสดงผลที่ยังจอภาพ หรือเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นๆ
ระบบ BUS ทางกายภาพ คือสายทองแดงที่วางตัวอยู่บนแผงวงจรของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ต่างๆ ความกว้างของระบบบัส จะนับขนาดข้อมูลที่วิ่งอยู่โดยจะมีหน่วยเป็น บิต (BIT) บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ บัสจะมีความกว้างหลายขนาด ขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่องพีซี เช่น บัสขนาด 8 บิต 16 บิต และ 32 บิต โดยปัจจุบันจะกว้าง 16 บิต บัสยิ่งกว้างจะทำให้การส่งถ่ายข้อมูลจะทำได้ครั้งละมากๆ จะมีผลทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นทำงานได้เร็วตามไปด้วย
การทำงานของระบบบัสในเครื่องพีซี
ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์ การส่งถ่ายข้อมูลส่วนมากจะเป็นระหว่างไมโครโปรเซสเซอร์กับอุปกรณ์ภายนอกทั้งหมด โดยผ่านบัส ในไมโครโพรเซสเซอร์จะมีบัสต่างๆ ดังนี้คือ
บัสข้อมูล (DATA BUS) คือบัสที่ ไมโครโพรเซสเซอร์ (ซีพียู) ใช้เป็นเส้นทางผ่านในการควบคุมการส่งถ่ายข้อมูลจากตัวซีพียูไปยังอุปกรณ์ภายนอกหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอก เพื่อทำการประมวลผลที่ซีพียู
บัสรองรับข้อมูล (ADDRESS BUS) คือบัสที่ตัวซีพียู เลือกว่าจะส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ไหนไปที่ใดโดยจะต้องส่งสัญญาณเลือกออกมาทางแอดเดรสบัส
บัสควบคุม (CONTROL BUS) เป็นบัสที่รับสัญญาณการควบคุมจากตัวซีพียูโดยบัสควบคุม เพื่อบังคับว่าจะอ่านข้อมูลเข้ามา หรือจะส่งข้อมูลออกไป จากตัวซีพียู โดยระบบภายนอกจะตอบรับต่อสัญญาณควบคุมนั้น
ไมโครโพรเซสเซอร์ไม่ใช่จะควบคุมการทำงานของบัสทั้งหมด บางกรณีในการส่งถ่ายข้อมูลภายนอกด้วยกันเอง ผ่านบัสได้เป็นกรณีพิเศษเหมือนกัน เช่น การอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำสำรองขนาดใหญ่ สามารถส่งผ่านมายังหน่วยความจำหลักได้โดยไม่ผ่านไมโครโพรเซสเซอร์เลย ก็โดยการใช้ขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการ DMA (DIRECT MEMORY ACCESS)
บทบาทของระบบบัส
บัสเป็นเส้นทางหลักของคอมพิวเตอร์ในการเชื่อมโยงการ์ดขยายทุกชนิด ไปยังไมโครโพรเซสเซอร์ บัสความจริงก็คือ ชุดของเส้นลวดที่วางขนานกันเป็นเส้นทางวงจรไฟฟ้าเปรียบเทียบเหมือนถนนที่มีหลายช่องทางจราจร ยิ่งมีช่องทางจราจรมาก ก็ยิ่งระบายรถได้มากและหมดเร็ว เมื่อเราเสียบการ์ดลงช่องเสียบบนแผงวงจรหลัก (สล๊อต) ก็เท่ากับว่าได้เชื่อมต่อการ์ดนั้นเข้ากับวงจรบัสโดยตรง
จุดประสงค์หลักของบัสก็คือ การส่งผ่านข้อมูลไปและกลับ จากไมโครโพรเซสเซอร์หรือจากอุปกรณ์หนึ่ง โดยทางคอนโทรลเลอร์ DMA การ์ดทุกตัวที่เสียบอยู่บนสล็อตของแผงวงจรหลักจะใช้เส้นทางเดินของบัสอันเดียวกัน ดังนั้นข้อมูลต่างๆจึงถูกจัดระบบและควบคุมการส่งผ่านในระบบ จะพบว่าบัสแบ่งได้เป็น 4 ส่วนใหญ่ๆดังนี้
1. สายไฟฟ้า (POWER LINE) จะให้พลังไฟฟ้ากับการ์ดขยายต่างๆ
2. สายควบคุม (CONTROL LINE) ใช้สำหรับส่งผ่านสัญญาณเวลา (TIMING SIGNS) จากนาฬิกาของระบบ และส่งสัญญาณอินเตอร์รัพต์
3. สายแอดเดรส (ADDRESS LINE) ข้อมูลใดๆที่จะถูกส่งผ่านไป แอดเดรสเป้าหมายจะถูกส่งมาตามสายข้อมูลและบอกให้ตำแหน่งรับข้อมูล (แอดเดรส) รู้ว่าจะมีข้อมูลบางอย่างพร้อมที่จะส่งมาให้
4. สายข้อมูล (DATA LINE) ไมโครเมตรจะตรวจสอบว่ามีสัญญาณแสดงความพร้อมหรือยัง (บนสาย I/O CHANNEL READY) เมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ข้อมูลก็จะถูกส่งผ่านไปตามสายข้อมูล
จำนวนสายที่ระบุถึงแอดเดรสของบัส หมายถึง จำนวนของหน่วยความจำที่อ้างแอดเดรสได้ทั้งหมด เช่น สายแอดเดรส 20 สาย สามารถใช้หน่วยความจำได้ 1 เมกะไบต์ จำนวนของสายบัสจะหมายถึงบัสข้อมูล ซึ่งก็คือข้อมูลทั้งหมดที่ส่งผ่านไปในบัสตามกฎที่ตั้งไว้ ความเร็วในการทำงานที่เหมาะสมจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ จำนวนสายข้อมูลเพียงพอกับจำนวนสายส่งข้อมูลของไมโครโพรเซสเซอร์ จำนวนสายส่งข้อมูลมักจะระบุถึงคุณสมบัติของบัสในเครื่องพีซีนั้นๆ เช่น บัส 16 บิต หมายถึง บัสที่ใช้สายข้อมูล 16 สายนั่นเอง
PCI BUS
ระบบ PCI หรือ PERIPHERAL COMPONENT INTERCONNECT ก็เป็น LOCAL BUS อีกแบบหนึ่งที่พัฒนาขึ้นโดย INTEL โดยที่แยกการควบคุมของระบบบัส กับ CPU ออกจากกัน และส่งข้อมูลผ่านกันทางวงจรเชื่อมซึ่งจะมี CHIPSET ที่คอยควบคุมการทำงานของระบบบัสต่างหาก โดยที่ CHIPSET ที่ควบคุมนี้จะเป็นลักษณะ PROCESSOR INDEPENDENT คือไม่ขึ้นกับตัว PROCESSOR
ต่อมาเมื่อ INTEL เปิดตัว CPU ใน GENERATION ที่ 5 ของตน INTEL PENTIUM ซึ่งเป็น CPU ขนาด 64 BIT ทาง INTEL ได้ทำการกำหนดมาตรฐาน ของ PCI เสียใหม่เป็น PCI 2.0 ซึ่ง PCI 2.0 นี้ก็จะมีความกว้างของเส้นทางข้อมูลถึง 64 BIT ซึ่งหากใช้กับ CARD 64 BIT แล้วก็จะสามารถให้อัตราเร็วในการส่งผ่านที่สูงสุดถึง 266 M/s
จุดเด่นของ PCI ที่เห็นได้ชัดนอกเหนือไปจากที่กล่าวข้างต้นก็ยังมีเรื่องของ BUS MASTERING ซึ่ง PCI นั้นก็สามารถทำได้เช่นกันกับ EISA และ MCA แล้ว CHIPSET ที่ใช้เป็นตัวควบคุมการทำงาน ก็ยังสนับสนุนระบบ ISA และ EISA อีกด้วย ซึ่งก็ทำให้สามารถผลิต MAINBOARD ที่มีทั้ง SLOT ISA, EISA และ PCI รวมกันได้ นอกจากนั้นยังสนับสนุนระบบ PLUG-AND-PLAY อีกด้วย
ระบบบัส AGP
ในกลางปี 1996 เมื่อ INTEL ได้ทำการเปิดตัว INTEL PENTIUM II ซึ่งพร้อมกันนั้นก็ได้ทำการเปิดตัวสถาปัตยกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยแสดงผลด้วย นั่นก็คือ ACCELERATED GRAPHICS PORT
หรือ AGP ซึ่งก็ได้เปิดตัว CHIPSET ที่สนับสนุนการทำงานนี้ด้วย คือ 440LX
AGP นั้นจะมีการเชื่อมต่อกับ CHIPSET ของระบบแบบ POINT-TO-POINT ซึ่งจะช่วยให้การส่งผ่านข้อมูลระหว่าง CARD AGP กับ CHIPSET ของระบบได้เร็วขึ้น และยังมีเส้นทางเฉพาะสำหรับติดต่อกับหน่วยความจำหลักของระบบ เพื่อใช้ทำการ RENDER ภาพแบบ 3D ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
จากเดิม CARD แสดงผลแบบ PCI นั้นจะมีปัญหาเรื่องของหน่วยความจำเป็น CARD เพราะเมื่อต้องการใช้งานด้านการ RENDER ภาพ 3 มิติ ที่มีขนาดใหญ่มากๆ ก็จำเป็นต้องกมีการใช้หน่วยความจำบน CARD นั้นมากๆเพื่อรองรับขนาดของพื้นผิว ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของงาน RENDER แน่นอนเมื่อหน่วยความจำมากๆ ราคาก็ยิ่งแพง ดังนั้นทาง INTEL จึงได้ทำการคิดคันสถาปัตยกรรมใหม่เพื่องานด้าน GRAPHICS นี้โดยเฉพาะ AGP จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา
AGP นั้นจะมี MODE ในการ RENDER อยู่ 2 แบบ คือ LOCAL TEXTURING และ AGP TEXTURING โดยใช้ LOCAL TEXTURING นั้นจะทำการ COPY หน่วยความจำของระบบไปเก็บไว้ที่เฟรมบัฟเฟอร์ของ CARD จากนั้นจะทำการประมวลผลโดยดึงข้อมูลจากเฟรมบัฟเฟอร์บน CARD นั้นอีกที ซึ่งวิธีการนี้ก็เป็นวิธีที่ใช้บนระบบ PCI ด้วย วิธีการนี้จะเพิ่มขนาดของหน่วยความจำเป็น CARD มาก
AGP TEXTURING นั้นเป็นเทคนิคใหม่ที่ช่วยลดขนาดของหน่วยความจำ หรือเฟรมบัฟเฟอร์บน DISPLAY CARD ลงได้มาก เพราะสามารถการใช้งานหน่วยความจำของระบบให้เป็นเฟรมบัฟเฟอร์ได้เลย โดยไม่ต้องดึงข้อมูลมาพักไว้ที่เฟรมบัฟเฟอร์ของ CARD ก่อน
เทคนิคเบื้องต้นในการป้องกันและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์
เทคนิคเบื้องต้นในการป้องกันและกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์
อาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส
• การเปิดใช้งานโปรแกรมใช้เวลานานกว่าปกติ
• ขนาดของโปรแกรมมีขนาดใหญ่ขึ้นผิดปกติ
• มีข้อความแปลกๆ แสดงออกมา
• เครื่องคอมพิวเตอร์ส่งเสียงแปลกๆ ออกมาทางลำโพง
• ขนาดของหน่วยความจำน้อยลงผิดปกติ
• คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติ หรือไม่ทำงาน
• เครื่องทำงานช้าลง
• เครื่องรีสตาร์ทเองโดยไม่ได้สั่งให้ทำงาน
• ระบบหยุดทำงานไปเฉยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ
• มีการรายงานว่า ฮาร์ดดิส มี Bad Sector มากขึ้นผิดปกติโดยที่ไม่ได้มีการตรวจสอบ
คำแนะนำและการป้องกันไวรัส
• ทำการ Backup ข้อมูลที่สำคัญไว้
• อย่าเรียกใช้งานโปรแกรมที่ดูผิดปกติ
• ลงโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใหม่ที่สามารถเชื่อถือได้
• ใช้งานโปรแกรมตรวจหาไวรัสเป็นประจำ
• ใช้งานโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูทุกครั้ง
• เลือกคัดลอกซอฟแวร์เฉพาะที่ถูกตรวจสอบแล้ว
• เมื่อเครื่องติดไวรัส ให้พยายามหาที่มาของไวรัสนั้น
• ไม่เข้าเวปไซต์ที่แปลกประหลาด และเวปไซต์ที่ไม่สมควรเข้า
• ติดตามข่าวสารเรื่องไวรัสอยู่สม่ำเสมอ
• ปิด Autorun ของ Drive ต่างๆ
• Update โปรแกรมตรวจจับไวรัสเสมอๆ
• Update ระบบปฎิบัติการบ้าง
• จัดทำแผ่น Boot เพื่อใช้สำหรับกรณีมีปัญหาไม่สามารถเข้าระบบปฏิบัติการได้
เทคนิคการตรวจจับ Virus
Software ป้องกัน Virus ถูกออกแบบเพื่อสำหรับป้องกันและกำจัด Virus และมัลแวร์อื่นซึ่งจะใช้เทคนิคต่างๆในการสแกนไฟล์ที่จัดเก็บในระบบรวมทั้งที่อยู่ใน Memory บน Harddisk และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่น Software ป้องกัน Virus ของหลายบริษัทได้ใช้เทคนิครวมกัน เพื่อพยายามที่ปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของโปรแกรมป้องกัน Virus และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ บริษัทชั้นนำที่ผลิต Software ป้องกัน Virus เช่น Symantac (Norton) ,McAfee (Network Associates), Panda Software, Trend Micro, GFI, Virus Buster เป็นต้น เทคนิคต่างๆที่ใช้ได้ผลเป็นอย่างดีมีดังต่อไปนี้
การสแกนหา Signature
Software ป้องกัน Virus ส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้ ซึ่งจะเกี่ยวกับการสแกนไฟล์ทั้ง Harddisk และ
Memory เพื่อค้นหาโค้ดที่เป็นส่วนหนึ่งของ Virus และมัลแวร์ ข้อมูลที่ Software ประเภทนี้ใช้สำหรับการเปรียบเทียบกับไฟล์ที่กำลังสแกนเพื่อจะตัดสินใจว่าไฟล์นั้นติด Virus หรือไม่ จะเรียกว่า Signature ซึ่ง Signature นี้จะถูก Update เป็นประจำ เพื่อให้โปรแกรมป้องกัน Virus ค้นหาและตรวจจับ Virus ตัวใหม่ๆให้ได้ ซึ่งถ้าไม่มี Signature ของประเภทนั้นอยู่ Software Software ก็จะตรวจจับ Virus ประเภทนั้นไม่เจอ
การสแกนหาคุณลักษณะเฉพาะ
เทคนิคประเภทนี้จะตรวจพบทั้งมัลแวร์เก่าและใหม่ โดยค้นหาคุณลักษณะทั่วไปของมัลแวร์ ข้อได้เปรียบของการใช้เทคนิคนี้คือ โปรแกรมไม่ต้องใช้ Signature เพื่อค้นหาและตรวจจับ Virus แต่การใช้เทคนิคนี้ก็ยังมีปัญหาบางอย่างอยู่คือ
• การแจ้งเตือนผิดๆ เทคนิคนี้ใช้คุณลักษณะทั่วไปในการตรวจจับ Virus ดังนั้นก็มีโอกาสที่โปรแกรมทั่วไปอาจมีคุณลักษณะคล้ายกับ Virus หรือมัลแวร์ ดังนั้นโปรแกรมอาจรายงานว่าตรวจเจอ Virus ทั้งๆที่ไม่ใช่ Virus จริงๆก็ได้
• การสแกนที่ช้า Process ของการค้นหาคุณลักษณะเฉพาะของ Virus นั้นเป็นสิ่งที่ยากและวับซ้อนกว่าการใช้ Signature ด้วยเหตุนี้โปรแกรมประเภทนี้จึงใช้เวลานานในการสแกน
• Virus อาจมีคุณลักษณะใหม่ๆ อาจเป็นไปได้ที่มัลแวร์ตัวใหม่จะมีคุณลักษณะพิเศษที่อาจมิได้รู้จักมาก่อนล่วงหน้าดังนั้นเทคนิคนี้ก็ไม่สามารถตรวจเจอ Virus ประเภทนี้ได้
อาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส
• การเปิดใช้งานโปรแกรมใช้เวลานานกว่าปกติ
• ขนาดของโปรแกรมมีขนาดใหญ่ขึ้นผิดปกติ
• มีข้อความแปลกๆ แสดงออกมา
• เครื่องคอมพิวเตอร์ส่งเสียงแปลกๆ ออกมาทางลำโพง
• ขนาดของหน่วยความจำน้อยลงผิดปกติ
• คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติ หรือไม่ทำงาน
• เครื่องทำงานช้าลง
• เครื่องรีสตาร์ทเองโดยไม่ได้สั่งให้ทำงาน
• ระบบหยุดทำงานไปเฉยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ
• มีการรายงานว่า ฮาร์ดดิส มี Bad Sector มากขึ้นผิดปกติโดยที่ไม่ได้มีการตรวจสอบ
คำแนะนำและการป้องกันไวรัส
• ทำการ Backup ข้อมูลที่สำคัญไว้
• อย่าเรียกใช้งานโปรแกรมที่ดูผิดปกติ
• ลงโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใหม่ที่สามารถเชื่อถือได้
• ใช้งานโปรแกรมตรวจหาไวรัสเป็นประจำ
• ใช้งานโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูทุกครั้ง
• เลือกคัดลอกซอฟแวร์เฉพาะที่ถูกตรวจสอบแล้ว
• เมื่อเครื่องติดไวรัส ให้พยายามหาที่มาของไวรัสนั้น
• ไม่เข้าเวปไซต์ที่แปลกประหลาด และเวปไซต์ที่ไม่สมควรเข้า
• ติดตามข่าวสารเรื่องไวรัสอยู่สม่ำเสมอ
• ปิด Autorun ของ Drive ต่างๆ
• Update โปรแกรมตรวจจับไวรัสเสมอๆ
• Update ระบบปฎิบัติการบ้าง
• จัดทำแผ่น Boot เพื่อใช้สำหรับกรณีมีปัญหาไม่สามารถเข้าระบบปฏิบัติการได้
เทคนิคการตรวจจับ Virus
Software ป้องกัน Virus ถูกออกแบบเพื่อสำหรับป้องกันและกำจัด Virus และมัลแวร์อื่นซึ่งจะใช้เทคนิคต่างๆในการสแกนไฟล์ที่จัดเก็บในระบบรวมทั้งที่อยู่ใน Memory บน Harddisk และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่น Software ป้องกัน Virus ของหลายบริษัทได้ใช้เทคนิครวมกัน เพื่อพยายามที่ปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของโปรแกรมป้องกัน Virus และช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ บริษัทชั้นนำที่ผลิต Software ป้องกัน Virus เช่น Symantac (Norton) ,McAfee (Network Associates), Panda Software, Trend Micro, GFI, Virus Buster เป็นต้น เทคนิคต่างๆที่ใช้ได้ผลเป็นอย่างดีมีดังต่อไปนี้
การสแกนหา Signature
Software ป้องกัน Virus ส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้ ซึ่งจะเกี่ยวกับการสแกนไฟล์ทั้ง Harddisk และ
Memory เพื่อค้นหาโค้ดที่เป็นส่วนหนึ่งของ Virus และมัลแวร์ ข้อมูลที่ Software ประเภทนี้ใช้สำหรับการเปรียบเทียบกับไฟล์ที่กำลังสแกนเพื่อจะตัดสินใจว่าไฟล์นั้นติด Virus หรือไม่ จะเรียกว่า Signature ซึ่ง Signature นี้จะถูก Update เป็นประจำ เพื่อให้โปรแกรมป้องกัน Virus ค้นหาและตรวจจับ Virus ตัวใหม่ๆให้ได้ ซึ่งถ้าไม่มี Signature ของประเภทนั้นอยู่ Software Software ก็จะตรวจจับ Virus ประเภทนั้นไม่เจอ
การสแกนหาคุณลักษณะเฉพาะ
เทคนิคประเภทนี้จะตรวจพบทั้งมัลแวร์เก่าและใหม่ โดยค้นหาคุณลักษณะทั่วไปของมัลแวร์ ข้อได้เปรียบของการใช้เทคนิคนี้คือ โปรแกรมไม่ต้องใช้ Signature เพื่อค้นหาและตรวจจับ Virus แต่การใช้เทคนิคนี้ก็ยังมีปัญหาบางอย่างอยู่คือ
• การแจ้งเตือนผิดๆ เทคนิคนี้ใช้คุณลักษณะทั่วไปในการตรวจจับ Virus ดังนั้นก็มีโอกาสที่โปรแกรมทั่วไปอาจมีคุณลักษณะคล้ายกับ Virus หรือมัลแวร์ ดังนั้นโปรแกรมอาจรายงานว่าตรวจเจอ Virus ทั้งๆที่ไม่ใช่ Virus จริงๆก็ได้
• การสแกนที่ช้า Process ของการค้นหาคุณลักษณะเฉพาะของ Virus นั้นเป็นสิ่งที่ยากและวับซ้อนกว่าการใช้ Signature ด้วยเหตุนี้โปรแกรมประเภทนี้จึงใช้เวลานานในการสแกน
• Virus อาจมีคุณลักษณะใหม่ๆ อาจเป็นไปได้ที่มัลแวร์ตัวใหม่จะมีคุณลักษณะพิเศษที่อาจมิได้รู้จักมาก่อนล่วงหน้าดังนั้นเทคนิคนี้ก็ไม่สามารถตรวจเจอ Virus ประเภทนี้ได้
คำจำกัดความของโปรแกรมประสงค์ร้าย
มัลแวร์ (Malware)
มัลแวร์ (Malware) ย่อมาจากคำว่า Malicious Software ใช้แทนโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ
คำศัพท์ต่อไปนี้เป็นคำจำกัดความของโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ
1 Trojan Horse
โดยคำว่า “Trojan Horse” นี้เป็นคำที่สร้างมาจากสงคราม Trojan ระหว่าง Troy และ Greece ซึ่งเปรียบถึงม้าโครงไม้ขนาดใหญ่ ที่ชาว Greece สร้างทิ้งไว้ แล้วซ่อนทหารไว้ข้างใน และทำทีถอยทัพกลับ พอชาว Trojan ออกมาเห็นม้าโครงไม้ทิ้งไว้ และคิดว่าเป็นของขวัญที่ทหาร Greece ทิ้งไว้ให้ จึงนำกลับเข้าไปในเมืองด้วย พอตกดึกทหาร Greece ที่ซ่อนอยู่ในม้าโครงไม้นี้ก็ออกมาและเปิดประตูให้กับทหาร Greece และเข้ามาสู่เมือง Troy ได้สำเร็จ
คือโปรแกรมที่เหมือนจะมีประโยชน์แต่ตัวโปรแกรมจะแฝงโค๊ดสำหรับการใช้ประโยชน์สำหรับการใช้ประโยชน์หรือทำลายระบบที่ Run โดยส่วนใหญ่โปรแกรมนี้จะแนบมากับ E-Mail
Trojan Horse ไม่จัดว่าเป็น Virus คอมพิวเตอร์หรือ Worm เพราะสามารถแพร่กระจายด้วยตัวของมันเอง แต่ Virus หรือ Worm อาจคัดลอก Trojan Horse ไปยังระบบอื่นด้วยก็ได้ โดย Trojan Horse อาจจะเป็น Pay Load ของ Worm และ Virus ซึ่งกระบวนนี้เรียกว่า Dropping ส่วน Pay Load คือ ส่วนโปรแกรมที่จะทำอันตรายต่อระบบเมื่อมีการโจมตีของโปรแกรมประสงค์ร้าย จุดมุ่งหมายของ Trojan Horse เพื่อสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้หรือขัดขวางการทำงานของระบบ Trojan Horse อาจมีชื่อเรียกอื่นที่อธิบายการทำงานของมัน เช่น
• Remote Access Trojan โดย Trojan Horse บางประเภทจะสร้าง Back Door ให้ Hacker เข้ามาในระบบเพื่อขโมยข้อมูลโปรแกรมประเภทนี้บางทีอาจเรียกว่า Remote Access Trojan หรือ Back Door
• Rootkite เป็นชุดโปรแกรมที่พวก Hacker นิยมใช้สำหรับเจาะเข้าระบบเพื่อควบคุมระบบหรือขโมยข้อมูล หรืออาจใช้ระบบนี้เพื่อเป็นฐานในการโจมตีระบบอื่นๆผ่านทางเครือข่าย โดยทั่วไป Rootkite จะถูกจัดไว้เป็นชุดเพื่อใช้โจมตีระบบปฏิบัติการประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ
2 Worm
คุณสมบัติของ Worm คือสามารถแพร่กระจายตัวของตัวมันเองได้โดยอัตโนมัติและไม่ต้องอาศัยโปรแกรมอื่นในการแพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆผ่านทางเครือข่าย ถ้ามัลแวร์สามารถคัดลอกตัวเองเพื่อแพร่กระจายไปยังระบบอื่นได้ มัลแวร์นั้นไม่ถือว่าเป็น Trojan Horse ถ้ามัลแวร์นั้นสามารถแพร่กระจายด้วยตัวของมันเอง โปรแกรมนี้จัดว่าเป็น Worm โดย Worm ส่วนใหญ่จะพยายามคัดลอกตัวเองไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วใช้เครือข่ายในการแพร่กระจายตัวเองไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น
3 Virus
เป็นโปรแกรมที่สามารถติดต่อจากไฟล์หนึ่งไปยังอีกไฟล์หนึ่งภายในระบบเดียวกันหรือจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยแอบตัวเองไปกับโปรแกรมอื่น สามารถทำลาย Hardware, Software และข้อมูล เมื่อ Host Run โปรแกรมที่ติด Virus ส่วนที่เป็น Virus ก็จะถูก Run ด้วยและทำให้แพร่กระจาย คำจำกัดความเหล่านี้มีประโยชน์ในการแยกแยะแต่ละประเภทและมีประโยชน์ในการวางแผนป้องกันและกำจัดโค๊ดเหล่านี้
ถ้าโปรแกรมประสงค์ร้ายหรือมัลแวร์คัดลอกตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของไฟล์เอกสาร โปรแกรมประเภทนี้ถือว่าเป็น Virus คัดลอกของ Virus นี้อาจเป็นเหมือน Virus ดังเดิมหรืออาจเปลี่ยนแปลงแล้ว Virus อาจมีส่วนที่เรียกว่า Pay Load ซึ่งส่วนนี้อาจถูกทิ้งไว้ในระบบที่ติด Virus แล้ว อาจจะเป็น โปรแกรมนี้อาจ Trojan Horse ซึ่งโปรแกรมนี้อาจทำอย่างอื่นที่เป็นอันตรายต่อระบบ
ประเภทของไวรัส
• Boot Sector Viruses
หมายถึง ไวรัสที่ฝังตัวอยู่ใน Boot Sector ของ ดิสก์การใช้งาน Boot Sector โดยมีวิธีการทำงานเริ่มจากการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งาน โดยที่ไวรัสชนิดนี้จะไปแทนที่โปรแกรม Boot Sector ที่มีหน้าที่ในการเรียกระบบปฏิบัติการ (Operation Systems) ขึ้นมาใช้งาน ซึ่งไวรัสชนิดนี้จะฝังตัวลงไปแทนโปรแกรม Boot Sector ดังกล่าวและทำการเรียกการทำงานของโปรแกรมไวรัส ก่อนที่จะทำการเรียกให้ใช้งานตามปกติให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
• Program Viruses
หมายถึง ไวรัสที่ฝังมาในรูปแบบโปรแกรม (โดยปกติจะมีนามสกุล .Exe) โดยไวรัสชนิดนี้จะมีการทำงานเริ่มจากฝังตัวลงไปในโปรแกรม โดยเมื่อไวรัสได้ฝังตัวลงไปแล้ว โปรแกรมจะมีการขยายขนาดขึ้น หรือจะมีการคัดลอกตัวโปรแกรมทับตัวโปรแกรมเดิม ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขตัวโปรแกรมได้ และไวรัสจะทำงานแล้วจึงปล่อยให้โปรแกรมทำงานตามปกติ และเมื่อมีโปรแกรมอื่นถูกเปิดใช้งาน ไวรัสก็จะฝังตัวไปที่โปรแกรมนั้นทันที และเมื่อมีการเปิดใช้งานโปรแกรมที่ติดไวรัสอยู่แล้ว ไวรัสก็จะทำการค้นหาโปรแกรมอื่นๆ เพื่อทำการฝังตัวไปที่โปรแกรมอื่นๆ อีกครั้ง
• Polymorphic Viruses
หมายถึง ไวรัสที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อมีการคัดลอกขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ไวรัสชนิดนี้สามารถตรวจจับได้ยาก
• Stealth Viruses
หมายถึง ไวรัสที่มีความสามารถในการอำพรางตัวเพื่อทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น เช่น การทำให้ไม่สามารถตรวจดูขนาดไฟล์ได้
โปรแกรมที่ไม่จัดเป็นมัลแวร์
มีโปรแกรมบางประเภทที่ถือว่าเป็นภัยอันตรายแต่ไม่จัดว่าเป็นมัลแวร์ เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้จัดทำขึ้นมาโดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อทำลายแต่ก็สร้างความรำคาญและอาจมีผลกระทบต่อระบบรักษาความปลอดภัย โดยโปรแกรมเหล่านี้ได้แก่
1 Joke Application
Joke Application เป็น Software ที่สร้างความสนุกสนาน Application นี้มีมานานพร้อมๆกับการเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ Application ประเภทนี้ไม่ได้ออกแบบเพื่อการทำลายจุดประสงค์หลักก็คือ การสร้างความสนุกสนานหรือตลก Software ประเภทนี้จึงไม่จัดว่าเป็นมัลแวร์
2 Hoaxes
โดยทั่วไป Hoaxes คือโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อหลอกให้ผู้ใช้ทำบางอย่างให้ โดย Hoaxes จะใช้เทคนิคทางด้นวิศวกรรมสังคมเพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทำบางอย่างให้ แต่ Hoaxes ไม่มีส่วนที่เป็นโค๊ดประสงค์ร้ายใดๆ
3 Scams
Scams คือ การช่องทางสื่อสารโดยอาชญากรเพื่อพยายามหลอกให้คนอื่นช่วยเหลือตัวเองในการทำอาชญากรรมบนอินเตอร์เน็ต อาชญากรอาจใช้ข้อมูลในการทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย Scams ส่วนใหญ่จะเรียกว่า Phishing หรือ Brand Spoofing
4 Spam
Spam คือ การส่ง E-Mail ไปยังผู้ใช้จำนวนมาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อการโฆษณาสินค้า Spam จัดอยู่ในประเภทสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่ไม่ใช่มัลแวร์เพราะไม่มีจุดประสงค์ร้ายการส่งSpam Mail จำนวนมหาศาลได้สร้างความเสียหายและเสียเวลาเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่า Spam Mail จะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายแต่มัลแวร์อาจใช้ Spam Mail เพื่อแพร่กระจาย Virus Worm และโปรแกรมประสงค์ร้ายอื่นๆได้ด้วยโดยผู้ส่ง Spam Mail หรือเรียกว่า Spammer อาจติดตั้ง Mail Server เล็กๆ ในเครื่องของผู้ใช้เอง เพื่อสำหรับใช้ส่ง Spam Mail
5 Spyware
Spyware บางทีก็รู้จักในชื่อ Spybot หรือ Tracking software โดย Spyware เป็นโปรแกรมที่ใช้บางอย่างเพื่อลวงตาแต่ทำกิจกรรมบางอย่างใน เครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ สร้างความรำคาญ ผลกระทบ Spyware อาจมีตั้งแต่การลดประสิทธิภาพโดยรวมของคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้
เว็บไซต์ที่แพร่กระจาย Spyware นั้นจะใช้หลากหลายรูปแบบ เพื่อหลอกให้ผู้ใช้ Download และติดตั้งโปรแกรม Spyware ในเครื่อง
6 Adware
Adware เป็นโปรแกรมโฆษณาสินค้าซึ่งจะเปิดป็อบอัพ Windows Adware ส่วนใหญ่จะรวมอยู่ใน Application ที่ให้ใช้ได้ฟรีและจะฝังตัวอยู่ เนื่องจากได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ Adware จะติดตั้งก็ต่อเมื่อผู้ใช้ได้ยินยอม ดังนั้นจึงไม่ใช่โปรแกรมที่ผิดกฎหมาย โฆษณาสินค้าบางทีก็อาจสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้ได้
บางครั้ง Spyware และ Adware สามารถใช้แทนกันได้ Adware ที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้เท่านั้นที่จัดว่าเป็น Spyware ได้
7 Internet Cookies
Internet Cookies คือ เท็กซ์ไฟล์ที่เก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้โดยเว็บไซต์ที่เข้าไปเยี่ยมชม Cookies จะเก็บข้อมูลบางอย่างที่เว็บไซต์นั้นใช้เมื่อครั้งหน้าที่ผู้ใช้เข้าไปเยี่ยมชมอีกครั้ง
Cookies เป็นเครื่องมือที่ถูกกฎหมายที่หลายเว็บไซต์ใช้สำหรับติดตามข้อมูลของผู้ใช้คนนี้ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ก็จะมี Cookies จากหลายเว็บไซต์
มัลแวร์ (Malware) ย่อมาจากคำว่า Malicious Software ใช้แทนโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ
คำศัพท์ต่อไปนี้เป็นคำจำกัดความของโปรแกรมประสงค์ร้ายต่างๆ
1 Trojan Horse
โดยคำว่า “Trojan Horse” นี้เป็นคำที่สร้างมาจากสงคราม Trojan ระหว่าง Troy และ Greece ซึ่งเปรียบถึงม้าโครงไม้ขนาดใหญ่ ที่ชาว Greece สร้างทิ้งไว้ แล้วซ่อนทหารไว้ข้างใน และทำทีถอยทัพกลับ พอชาว Trojan ออกมาเห็นม้าโครงไม้ทิ้งไว้ และคิดว่าเป็นของขวัญที่ทหาร Greece ทิ้งไว้ให้ จึงนำกลับเข้าไปในเมืองด้วย พอตกดึกทหาร Greece ที่ซ่อนอยู่ในม้าโครงไม้นี้ก็ออกมาและเปิดประตูให้กับทหาร Greece และเข้ามาสู่เมือง Troy ได้สำเร็จ
คือโปรแกรมที่เหมือนจะมีประโยชน์แต่ตัวโปรแกรมจะแฝงโค๊ดสำหรับการใช้ประโยชน์สำหรับการใช้ประโยชน์หรือทำลายระบบที่ Run โดยส่วนใหญ่โปรแกรมนี้จะแนบมากับ E-Mail
Trojan Horse ไม่จัดว่าเป็น Virus คอมพิวเตอร์หรือ Worm เพราะสามารถแพร่กระจายด้วยตัวของมันเอง แต่ Virus หรือ Worm อาจคัดลอก Trojan Horse ไปยังระบบอื่นด้วยก็ได้ โดย Trojan Horse อาจจะเป็น Pay Load ของ Worm และ Virus ซึ่งกระบวนนี้เรียกว่า Dropping ส่วน Pay Load คือ ส่วนโปรแกรมที่จะทำอันตรายต่อระบบเมื่อมีการโจมตีของโปรแกรมประสงค์ร้าย จุดมุ่งหมายของ Trojan Horse เพื่อสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้หรือขัดขวางการทำงานของระบบ Trojan Horse อาจมีชื่อเรียกอื่นที่อธิบายการทำงานของมัน เช่น
• Remote Access Trojan โดย Trojan Horse บางประเภทจะสร้าง Back Door ให้ Hacker เข้ามาในระบบเพื่อขโมยข้อมูลโปรแกรมประเภทนี้บางทีอาจเรียกว่า Remote Access Trojan หรือ Back Door
• Rootkite เป็นชุดโปรแกรมที่พวก Hacker นิยมใช้สำหรับเจาะเข้าระบบเพื่อควบคุมระบบหรือขโมยข้อมูล หรืออาจใช้ระบบนี้เพื่อเป็นฐานในการโจมตีระบบอื่นๆผ่านทางเครือข่าย โดยทั่วไป Rootkite จะถูกจัดไว้เป็นชุดเพื่อใช้โจมตีระบบปฏิบัติการประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ
2 Worm
คุณสมบัติของ Worm คือสามารถแพร่กระจายตัวของตัวมันเองได้โดยอัตโนมัติและไม่ต้องอาศัยโปรแกรมอื่นในการแพร่กระจายไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆผ่านทางเครือข่าย ถ้ามัลแวร์สามารถคัดลอกตัวเองเพื่อแพร่กระจายไปยังระบบอื่นได้ มัลแวร์นั้นไม่ถือว่าเป็น Trojan Horse ถ้ามัลแวร์นั้นสามารถแพร่กระจายด้วยตัวของมันเอง โปรแกรมนี้จัดว่าเป็น Worm โดย Worm ส่วนใหญ่จะพยายามคัดลอกตัวเองไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วใช้เครือข่ายในการแพร่กระจายตัวเองไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น
3 Virus
เป็นโปรแกรมที่สามารถติดต่อจากไฟล์หนึ่งไปยังอีกไฟล์หนึ่งภายในระบบเดียวกันหรือจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยแอบตัวเองไปกับโปรแกรมอื่น สามารถทำลาย Hardware, Software และข้อมูล เมื่อ Host Run โปรแกรมที่ติด Virus ส่วนที่เป็น Virus ก็จะถูก Run ด้วยและทำให้แพร่กระจาย คำจำกัดความเหล่านี้มีประโยชน์ในการแยกแยะแต่ละประเภทและมีประโยชน์ในการวางแผนป้องกันและกำจัดโค๊ดเหล่านี้
ถ้าโปรแกรมประสงค์ร้ายหรือมัลแวร์คัดลอกตัวเองให้เป็นส่วนหนึ่งของไฟล์เอกสาร โปรแกรมประเภทนี้ถือว่าเป็น Virus คัดลอกของ Virus นี้อาจเป็นเหมือน Virus ดังเดิมหรืออาจเปลี่ยนแปลงแล้ว Virus อาจมีส่วนที่เรียกว่า Pay Load ซึ่งส่วนนี้อาจถูกทิ้งไว้ในระบบที่ติด Virus แล้ว อาจจะเป็น โปรแกรมนี้อาจ Trojan Horse ซึ่งโปรแกรมนี้อาจทำอย่างอื่นที่เป็นอันตรายต่อระบบ
ประเภทของไวรัส
• Boot Sector Viruses
หมายถึง ไวรัสที่ฝังตัวอยู่ใน Boot Sector ของ ดิสก์การใช้งาน Boot Sector โดยมีวิธีการทำงานเริ่มจากการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งาน โดยที่ไวรัสชนิดนี้จะไปแทนที่โปรแกรม Boot Sector ที่มีหน้าที่ในการเรียกระบบปฏิบัติการ (Operation Systems) ขึ้นมาใช้งาน ซึ่งไวรัสชนิดนี้จะฝังตัวลงไปแทนโปรแกรม Boot Sector ดังกล่าวและทำการเรียกการทำงานของโปรแกรมไวรัส ก่อนที่จะทำการเรียกให้ใช้งานตามปกติให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
• Program Viruses
หมายถึง ไวรัสที่ฝังมาในรูปแบบโปรแกรม (โดยปกติจะมีนามสกุล .Exe) โดยไวรัสชนิดนี้จะมีการทำงานเริ่มจากฝังตัวลงไปในโปรแกรม โดยเมื่อไวรัสได้ฝังตัวลงไปแล้ว โปรแกรมจะมีการขยายขนาดขึ้น หรือจะมีการคัดลอกตัวโปรแกรมทับตัวโปรแกรมเดิม ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแก้ไขตัวโปรแกรมได้ และไวรัสจะทำงานแล้วจึงปล่อยให้โปรแกรมทำงานตามปกติ และเมื่อมีโปรแกรมอื่นถูกเปิดใช้งาน ไวรัสก็จะฝังตัวไปที่โปรแกรมนั้นทันที และเมื่อมีการเปิดใช้งานโปรแกรมที่ติดไวรัสอยู่แล้ว ไวรัสก็จะทำการค้นหาโปรแกรมอื่นๆ เพื่อทำการฝังตัวไปที่โปรแกรมอื่นๆ อีกครั้ง
• Polymorphic Viruses
หมายถึง ไวรัสที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อมีการคัดลอกขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ไวรัสชนิดนี้สามารถตรวจจับได้ยาก
• Stealth Viruses
หมายถึง ไวรัสที่มีความสามารถในการอำพรางตัวเพื่อทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น เช่น การทำให้ไม่สามารถตรวจดูขนาดไฟล์ได้
โปรแกรมที่ไม่จัดเป็นมัลแวร์
มีโปรแกรมบางประเภทที่ถือว่าเป็นภัยอันตรายแต่ไม่จัดว่าเป็นมัลแวร์ เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้จัดทำขึ้นมาโดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อทำลายแต่ก็สร้างความรำคาญและอาจมีผลกระทบต่อระบบรักษาความปลอดภัย โดยโปรแกรมเหล่านี้ได้แก่
1 Joke Application
Joke Application เป็น Software ที่สร้างความสนุกสนาน Application นี้มีมานานพร้อมๆกับการเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ Application ประเภทนี้ไม่ได้ออกแบบเพื่อการทำลายจุดประสงค์หลักก็คือ การสร้างความสนุกสนานหรือตลก Software ประเภทนี้จึงไม่จัดว่าเป็นมัลแวร์
2 Hoaxes
โดยทั่วไป Hoaxes คือโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อหลอกให้ผู้ใช้ทำบางอย่างให้ โดย Hoaxes จะใช้เทคนิคทางด้นวิศวกรรมสังคมเพื่อหลอกให้ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทำบางอย่างให้ แต่ Hoaxes ไม่มีส่วนที่เป็นโค๊ดประสงค์ร้ายใดๆ
3 Scams
Scams คือ การช่องทางสื่อสารโดยอาชญากรเพื่อพยายามหลอกให้คนอื่นช่วยเหลือตัวเองในการทำอาชญากรรมบนอินเตอร์เน็ต อาชญากรอาจใช้ข้อมูลในการทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย Scams ส่วนใหญ่จะเรียกว่า Phishing หรือ Brand Spoofing
4 Spam
Spam คือ การส่ง E-Mail ไปยังผู้ใช้จำนวนมาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อการโฆษณาสินค้า Spam จัดอยู่ในประเภทสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่ไม่ใช่มัลแวร์เพราะไม่มีจุดประสงค์ร้ายการส่งSpam Mail จำนวนมหาศาลได้สร้างความเสียหายและเสียเวลาเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่า Spam Mail จะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายแต่มัลแวร์อาจใช้ Spam Mail เพื่อแพร่กระจาย Virus Worm และโปรแกรมประสงค์ร้ายอื่นๆได้ด้วยโดยผู้ส่ง Spam Mail หรือเรียกว่า Spammer อาจติดตั้ง Mail Server เล็กๆ ในเครื่องของผู้ใช้เอง เพื่อสำหรับใช้ส่ง Spam Mail
5 Spyware
Spyware บางทีก็รู้จักในชื่อ Spybot หรือ Tracking software โดย Spyware เป็นโปรแกรมที่ใช้บางอย่างเพื่อลวงตาแต่ทำกิจกรรมบางอย่างใน เครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ สร้างความรำคาญ ผลกระทบ Spyware อาจมีตั้งแต่การลดประสิทธิภาพโดยรวมของคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้
เว็บไซต์ที่แพร่กระจาย Spyware นั้นจะใช้หลากหลายรูปแบบ เพื่อหลอกให้ผู้ใช้ Download และติดตั้งโปรแกรม Spyware ในเครื่อง
6 Adware
Adware เป็นโปรแกรมโฆษณาสินค้าซึ่งจะเปิดป็อบอัพ Windows Adware ส่วนใหญ่จะรวมอยู่ใน Application ที่ให้ใช้ได้ฟรีและจะฝังตัวอยู่ เนื่องจากได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ Adware จะติดตั้งก็ต่อเมื่อผู้ใช้ได้ยินยอม ดังนั้นจึงไม่ใช่โปรแกรมที่ผิดกฎหมาย โฆษณาสินค้าบางทีก็อาจสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้ได้
บางครั้ง Spyware และ Adware สามารถใช้แทนกันได้ Adware ที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้เท่านั้นที่จัดว่าเป็น Spyware ได้
7 Internet Cookies
Internet Cookies คือ เท็กซ์ไฟล์ที่เก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้โดยเว็บไซต์ที่เข้าไปเยี่ยมชม Cookies จะเก็บข้อมูลบางอย่างที่เว็บไซต์นั้นใช้เมื่อครั้งหน้าที่ผู้ใช้เข้าไปเยี่ยมชมอีกครั้ง
Cookies เป็นเครื่องมือที่ถูกกฎหมายที่หลายเว็บไซต์ใช้สำหรับติดตามข้อมูลของผู้ใช้คนนี้ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ก็จะมี Cookies จากหลายเว็บไซต์
สถิติการคุกคามจาก Virus Computer ในปัจจุบัน

โดยจากสถิติในรอบ 1 ปีนี้ (พฤศจิกายน พ.ศ. 2551) จะทำให้เห็นว่าเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มีการคุกคามจากไวรัสคอมพิวเตอร์ สูงที่สุด และรองลงมาก็คือ เดือนสิงหาคมปีนี้ โดยเดือนที่มีการคุกคามน้อยที่สุดคือเดือน เมษายน โดยจากสถิติจะทำให้รู้ว่า การคุกคามจากไวรัสคอมพิวเตอร์นั้น จะอยู่ในช่วงต้นปี และท้ายปี ซึ่งในช่วงนี้การคุกคามของไวรัสยังอยู่ในระดับที่คงที่แต่คาดว่าในเดือนธันวาคมคงจะมีการคุกคามที่สูงขึ้น
Virus Computer ที่มีการโจมตีมากที่สุดในปัจจุบัน (พ.ศ. 2552)
01. Win32/Netsky.Q worm 179 924 0.009 %
02. a variant of Win32/Injector.BZ trojan 155 396 0.008 %
03. Win32/Zafi.B worm 129 336 0.007 %
04. Win32/Netsky.C worm 28 800 0.001 %
05. a variant of Win32/Kryptik.AYB trojan 21 585 0.001 %
06. Win32/Netsky.AB worm 20 212 0.001 %
07. Win32/Mydoom.Q worm 12 201 0.001 %
08. a variant of Win32/Kryptik.WC trojan 9 467 0.000 %
09. Win32/Bagle.HE worm 8 864 0.000 %
10. a variant of Win32/Kryptik.ASA trojan 7 985 0.000 %
อับเดตสถานะการแพร่กระจายของไวรัสได้ที่ http://www.virus-radar.com ทุกวัน
วิวัฒนาการของ Virus Computer
วิวัฒนาการของ Virus Computer
ไวรัสคอมพิวเตอร์มีความเป็นมาอย่างไร และมันจะส่งผลเสียต่อคอมพิวเตอร์ของคุณมากน้อยเพียงใด มาลองอ่านดูครับ
ในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ทีมวิศวกรของ Bell Telephone Laboratories ได้สร้างเกมชื่อว่า "Darwin" ถือเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวแรกที่มีรูปแบบของ Virus โดยฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำ เกมนี้ใช้คำศัพท์บางอย่างที่มีคำว่า "supervisor" มีลักษณะที่กำหนดกฎเกณฑ์การต่อสู้ระหว่างผู้เข้าแข่งขัน โปรแกรม Darwin นี้มีความสามารถที่จะวิจัยสภาพแวดล้อมของมัน ทำสำเนา และทำลายตัวเองได้ จุดประสงค์หลักของเกมนี้ก็คือลบโปรแกรมทั้งหมดที่คู่แข่งเขียนและครอบครองสนามรบ
ต้นปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) มีการตรวจพบ Virus Creeper ในเครือข่าย APRAnet ของทหารอเมริกา ถือเป็นต้นแบบ Virus คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โปรแกรม Creeper สามารถเข้าครอบครองเครือข่ายผ่านโมเด็มและส่งสำเนาตัวเองไปที่ฝั่ง Remote Virus นี้ทำให้คนรู้ว่าติด Virus ด้วยการ broadcast ข้อความ "I'M THE CREEPER ... CATCH ME IF YOU CAN"
ปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) โปรแกรมชื่อ "Rabbit" โผล่ขึ้นมาบนเครื่องเมนเฟรม ที่เรียกชื่อนี้เพราะมันไม่ได้ทำอะไรนอกจากสำเนาตัวเองอย่างรวดเร็วไปในระบบเก็บข้อมูลชนิดต่างๆ Rabbit นี้ได้ดึงทรัพยากรของระบบมาใช้อย่างมาก ให้การทำงานกระทบอย่างรุนแรงจนอาจทำให้ระบบทำงานผิดพลาดได้
ปี พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) มีการตรวจพบ Virus ชื่อ "Elk Cloner" นั้นเป็นคอมพิวเตอร์ Virus บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตัวแรก ซึ่งแพร่กระจาย ในวงที่กว้างออกไปกว่าภายในห้องทดลองที่สร้างโปรแกรม โปรแกรมนี้ถูกเขียนขึ้นโดย Rich Skrenta โดย Virus นี้จะติดไปกับระบบปฏิบัติการ Apple DOS 3.3 ผ่านทาง boot sector ของฟล็อปปี้ดิสก์ ณ เวลานั้นผลของมันทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางคนนึกว่า Virus คอมพิวเตอร์เกิดจากมนุษย์ต่างดาว เพราะทำให้การแสดงภาพที่จอกลับหัว, ทำตัวอักษรกระพริบขึ้นข้อความต่างๆ ออกมา
ปี พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) Len Adleman แห่งมหาวิทยาลัย Lehigh ตั้งคำว่า "Virus" ว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำสำเนาตัวเองได้ และในปีถัดมาใน Information security conference ครั้งที่ 7 Fred Cohen ได้ให้คำจำกัดความของคำ "computer virus" ว่าเป็นโปรแกรมที่สามารถติดต่อไปยังโปรแกรมอื่นโดยการแก้ไขโปรแกรมเดิมเพื่อแพร่ขยายตัวเองเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) Fred Cohen บิดาแห่ง Virus ศาสตร์ (Virology) ได้ใช้คอมพิวเตอร์ VAX 11/750 สาธิตว่า โปรแกรม Virus สามารถฝังตัวเข้าไปใน Object อื่นได้
ปี พ.ศ. 2529(ค.ศ. 1986) Virus ตัวคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ สร้างโดยโปรแกรมเมอร์อายุ 19 ปี ชาวปากีสถาน ชื่อ Basit Farooq และพี่ชายชื่อ Amjad เรียกชื่อ "Brain" ที่มีเป้าไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรู้ระดับของซอฟต์แวร์เถื่อนในประเทศตัวเองแต่โชคไม่ดีที่การทดลองนี้หลุดออกมานอกประเทศ
ปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) โปรแกรมเมอร์ชาวเยอรมันชื่อ Ralf Burger พบวิธีตรวจจับโปรแกรมที่ copy ตัวเองโดยการเพิ่ม code บางตัวเข้าไปใน ไฟล์ COM version ที่ใช้ทดลองชื่อ Virdem ถูกนำมาแสดงในเดือนธันวาคม ที่ Hamburg เป็น forum ที่เหล่า hacker ที่ชำนาญในการ Crack ระบบ VAX/VMS มารวมตัวกันชื่อ “Chaos Computer Club”
ปี พ.ศ. 2530(ค.ศ. 1987) เกิด Virus ระบาดที่ เวียนนา เป็น Virus ที่ทำลายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตัวแรกที่ทำงานเต็มระบบ ส่งผลกระทบไปเกือบทั่วโลก ที่มาของ Virus นี้เป็นประเด็นถกเถียงกันมาก เพราะคนที่อ้างว่าเป็นคนเขียนคือ Franz Svoboda แต่เมื่อสืบไปจึงพบว่าเขารับมาจาก Ralf Burger ซึ่งก็อ้างว่ารับมาจาก Svoboda เดิมชื่อ Virus คือ "lovechild" แต่เพราะไม่สามารถหาคนให้กำเนิดได้จึงถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Orphan” (ลูกกำพร้า)
ปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) เดือนธันวาคม เกิดการระบาดใต้ดินครั้งแรกในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ชื่อ "Christmas Three" วันที่ 9 Virus หลุดมาจาก เครือข่าย Bitnet ของมหาวิทยาลัย Western University ประเทศเยอรมนี ทะลุเขาไปใน European Acadamic Research Network (EARN) และเข้าไป เครือข่าย IBM-Vnet เป็นเวลา 4 วัน เครื่องที่ติด Virus จะแสดงผลที่หน้าจอเป็นรูปต้นคริสมาสต์ และส่งไปให้ผู้อื่นในเครือข่าย
ปี พ.ศ. 2531(ค.ศ. 1988) Peter Norton programmer ที่มีชื่อเสียง ผู้ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Symantec ได้ออกมาประกาศว่า Virus คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องไร้สาระ โดยเปรียบว่าเป็นแค่จระเข้ที่อยู่ในท่อระบายน้ำเสียในนิวยอร์ก แต่ในที่สุดเขาเป็นผู้ที่ได้เริ่มต้น project Norton-AntiVirus
ปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) วันที่ 22 เดือนเมษายน เกิด forum ที่ถกกันเรื่อง security threat เป็นครั้งแรก ชื่อ Virus-L host ไว้ที่ Usebet สร้างโดย Ken Van Wyk เพื่อร่วมงานของ Fred Cohen ที่มหาวิทยาลัย Lehigh
ปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) เดือนตุลาคม มีการแพร่ข่าว Virus ชื่อ Mr. "Rochenle" อย่างมากเป็น Virus ประเภทหลอกลวง (HOAX) เป็นตัวแรก อ้างถึงชื่อบุคคลที่ไม่มีตัวตนชื่อ Mike RoChenle ("Microchannel") อ้างว่า Virus นี้สามารถส่งตัวเองไประหว่างโมเด็มด้วยความเร็ว 2400 bps ทำให้ความเร็วโมเด็มลดลงเหลือ 1200 bps และได้อธิบายวิธีการแก้ไขที่ไม่ได้มีผลอะไร แต่มีคนหลงเชื่อทำตามกันอย่างมากมาย
ปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) เดือนพฤศจิกายน มีหนอนเครือข่ายชื่อ "Morris" ระบาดอย่างหนักทำให้คอมพิวเตอร์กว่า 6,000 เครื่องในอเมริการวมทั้งใน ศูนย์วิจัยของ NASA ติดไปด้วย ส่งผลกระทบให้การปฏิบัติงานหยุดโดยสิ้นเชิง เหตุเนื่องจากมี error ใน code ของ Morris ทำให้มัน copy ตัวเองไปที่เครือข่ายอื่นอย่างไม่จำกัดทำให้เครือข่ายรับไม่ไหว การระบาดครั้งนั้นทำให้สูญเสียเป็นมูลค่ากว่า 96 ล้านเหรียญสหรัฐ
.
.
.
ไวรัสคอมพิวเตอร์มีความเป็นมาอย่างไร และมันจะส่งผลเสียต่อคอมพิวเตอร์ของคุณมากน้อยเพียงใด มาลองอ่านดูครับ
ในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ทีมวิศวกรของ Bell Telephone Laboratories ได้สร้างเกมชื่อว่า "Darwin" ถือเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวแรกที่มีรูปแบบของ Virus โดยฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำ เกมนี้ใช้คำศัพท์บางอย่างที่มีคำว่า "supervisor" มีลักษณะที่กำหนดกฎเกณฑ์การต่อสู้ระหว่างผู้เข้าแข่งขัน โปรแกรม Darwin นี้มีความสามารถที่จะวิจัยสภาพแวดล้อมของมัน ทำสำเนา และทำลายตัวเองได้ จุดประสงค์หลักของเกมนี้ก็คือลบโปรแกรมทั้งหมดที่คู่แข่งเขียนและครอบครองสนามรบ
ต้นปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) มีการตรวจพบ Virus Creeper ในเครือข่าย APRAnet ของทหารอเมริกา ถือเป็นต้นแบบ Virus คอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน โปรแกรม Creeper สามารถเข้าครอบครองเครือข่ายผ่านโมเด็มและส่งสำเนาตัวเองไปที่ฝั่ง Remote Virus นี้ทำให้คนรู้ว่าติด Virus ด้วยการ broadcast ข้อความ "I'M THE CREEPER ... CATCH ME IF YOU CAN"
ปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) โปรแกรมชื่อ "Rabbit" โผล่ขึ้นมาบนเครื่องเมนเฟรม ที่เรียกชื่อนี้เพราะมันไม่ได้ทำอะไรนอกจากสำเนาตัวเองอย่างรวดเร็วไปในระบบเก็บข้อมูลชนิดต่างๆ Rabbit นี้ได้ดึงทรัพยากรของระบบมาใช้อย่างมาก ให้การทำงานกระทบอย่างรุนแรงจนอาจทำให้ระบบทำงานผิดพลาดได้
ปี พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) มีการตรวจพบ Virus ชื่อ "Elk Cloner" นั้นเป็นคอมพิวเตอร์ Virus บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตัวแรก ซึ่งแพร่กระจาย ในวงที่กว้างออกไปกว่าภายในห้องทดลองที่สร้างโปรแกรม โปรแกรมนี้ถูกเขียนขึ้นโดย Rich Skrenta โดย Virus นี้จะติดไปกับระบบปฏิบัติการ Apple DOS 3.3 ผ่านทาง boot sector ของฟล็อปปี้ดิสก์ ณ เวลานั้นผลของมันทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์บางคนนึกว่า Virus คอมพิวเตอร์เกิดจากมนุษย์ต่างดาว เพราะทำให้การแสดงภาพที่จอกลับหัว, ทำตัวอักษรกระพริบขึ้นข้อความต่างๆ ออกมา
ปี พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) Len Adleman แห่งมหาวิทยาลัย Lehigh ตั้งคำว่า "Virus" ว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำสำเนาตัวเองได้ และในปีถัดมาใน Information security conference ครั้งที่ 7 Fred Cohen ได้ให้คำจำกัดความของคำ "computer virus" ว่าเป็นโปรแกรมที่สามารถติดต่อไปยังโปรแกรมอื่นโดยการแก้ไขโปรแกรมเดิมเพื่อแพร่ขยายตัวเองเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983) Fred Cohen บิดาแห่ง Virus ศาสตร์ (Virology) ได้ใช้คอมพิวเตอร์ VAX 11/750 สาธิตว่า โปรแกรม Virus สามารถฝังตัวเข้าไปใน Object อื่นได้
ปี พ.ศ. 2529(ค.ศ. 1986) Virus ตัวคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ สร้างโดยโปรแกรมเมอร์อายุ 19 ปี ชาวปากีสถาน ชื่อ Basit Farooq และพี่ชายชื่อ Amjad เรียกชื่อ "Brain" ที่มีเป้าไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรู้ระดับของซอฟต์แวร์เถื่อนในประเทศตัวเองแต่โชคไม่ดีที่การทดลองนี้หลุดออกมานอกประเทศ
ปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) โปรแกรมเมอร์ชาวเยอรมันชื่อ Ralf Burger พบวิธีตรวจจับโปรแกรมที่ copy ตัวเองโดยการเพิ่ม code บางตัวเข้าไปใน ไฟล์ COM version ที่ใช้ทดลองชื่อ Virdem ถูกนำมาแสดงในเดือนธันวาคม ที่ Hamburg เป็น forum ที่เหล่า hacker ที่ชำนาญในการ Crack ระบบ VAX/VMS มารวมตัวกันชื่อ “Chaos Computer Club”
ปี พ.ศ. 2530(ค.ศ. 1987) เกิด Virus ระบาดที่ เวียนนา เป็น Virus ที่ทำลายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตัวแรกที่ทำงานเต็มระบบ ส่งผลกระทบไปเกือบทั่วโลก ที่มาของ Virus นี้เป็นประเด็นถกเถียงกันมาก เพราะคนที่อ้างว่าเป็นคนเขียนคือ Franz Svoboda แต่เมื่อสืบไปจึงพบว่าเขารับมาจาก Ralf Burger ซึ่งก็อ้างว่ารับมาจาก Svoboda เดิมชื่อ Virus คือ "lovechild" แต่เพราะไม่สามารถหาคนให้กำเนิดได้จึงถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Orphan” (ลูกกำพร้า)
ปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) เดือนธันวาคม เกิดการระบาดใต้ดินครั้งแรกในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ชื่อ "Christmas Three" วันที่ 9 Virus หลุดมาจาก เครือข่าย Bitnet ของมหาวิทยาลัย Western University ประเทศเยอรมนี ทะลุเขาไปใน European Acadamic Research Network (EARN) และเข้าไป เครือข่าย IBM-Vnet เป็นเวลา 4 วัน เครื่องที่ติด Virus จะแสดงผลที่หน้าจอเป็นรูปต้นคริสมาสต์ และส่งไปให้ผู้อื่นในเครือข่าย
ปี พ.ศ. 2531(ค.ศ. 1988) Peter Norton programmer ที่มีชื่อเสียง ผู้ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Symantec ได้ออกมาประกาศว่า Virus คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องไร้สาระ โดยเปรียบว่าเป็นแค่จระเข้ที่อยู่ในท่อระบายน้ำเสียในนิวยอร์ก แต่ในที่สุดเขาเป็นผู้ที่ได้เริ่มต้น project Norton-AntiVirus
ปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) วันที่ 22 เดือนเมษายน เกิด forum ที่ถกกันเรื่อง security threat เป็นครั้งแรก ชื่อ Virus-L host ไว้ที่ Usebet สร้างโดย Ken Van Wyk เพื่อร่วมงานของ Fred Cohen ที่มหาวิทยาลัย Lehigh
ปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) เดือนตุลาคม มีการแพร่ข่าว Virus ชื่อ Mr. "Rochenle" อย่างมากเป็น Virus ประเภทหลอกลวง (HOAX) เป็นตัวแรก อ้างถึงชื่อบุคคลที่ไม่มีตัวตนชื่อ Mike RoChenle ("Microchannel") อ้างว่า Virus นี้สามารถส่งตัวเองไประหว่างโมเด็มด้วยความเร็ว 2400 bps ทำให้ความเร็วโมเด็มลดลงเหลือ 1200 bps และได้อธิบายวิธีการแก้ไขที่ไม่ได้มีผลอะไร แต่มีคนหลงเชื่อทำตามกันอย่างมากมาย
ปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) เดือนพฤศจิกายน มีหนอนเครือข่ายชื่อ "Morris" ระบาดอย่างหนักทำให้คอมพิวเตอร์กว่า 6,000 เครื่องในอเมริการวมทั้งใน ศูนย์วิจัยของ NASA ติดไปด้วย ส่งผลกระทบให้การปฏิบัติงานหยุดโดยสิ้นเชิง เหตุเนื่องจากมี error ใน code ของ Morris ทำให้มัน copy ตัวเองไปที่เครือข่ายอื่นอย่างไม่จำกัดทำให้เครือข่ายรับไม่ไหว การระบาดครั้งนั้นทำให้สูญเสียเป็นมูลค่ากว่า 96 ล้านเหรียญสหรัฐ
.
.
.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
กสทช
(1)
เกมส์คอมพิวเตอร์
(6)
ข่าวสั้นไอที
(3)
ข่าวไอที
(27)
คุณธรรมสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต
(4)
ทิปคอมพิวเตอร์
(13)
เนื้อหา รูปภาพ หรือสื่ออื่นที่ปรากฎเป็นของเจ้าของบทความนั้นๆ
(15)
แนะนำเว็บไซต์
(2)
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
(1)
ระบบเติมเงิน
(1)
ระบบปฏิบัติการ Operating System
(8)
ละเมิด
(1)
Computer IT Technology
(17)
Computer Virus
(7)
Hardware Computer
(32)
Information technology IT
(58)
Network ระบบเครือข่าย
(57)
Software Internet
(28)