โทรทัศน์ความละเอียดสูง (High-definition television หรือ HDTV) เป็นการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ที่มีความละเอียดของภาพมากกว่าสัญญาณโทรทัศน์แบบดั้งเดิม (NTSC, SÉCAM, PAL) สัญญาณจะถูกแพร่ภาพในระบบดิจิทัล การถ่ายทอดสัญญาณภาพ HD เกิดขึ้นครั้งแรกของโลกในช่วงปี ค.ศ.1980 [1] สถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศระบบ HD แห่งแรกของโลกคือสถานีโทรทัศน์ NBC[2] ของสหรัฐอเมริกา จากนั้นเริ่มแพร่หลายไปใน ยุโรป ช่วงยุคปี ค.ศ.1992
สัญญาณที่ใช้กับ HDTV ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- จำนวนเส้นในการแสดงผล
- Progressive scan หรือ Interlace
- จำนวน frame หรือ field ต่อวินาที
ตัวอย่างเช่น 1080i50 หรือ 1080p60 เป็นต้น
ขณะนี้ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการกระจายสัญญาณภาพและเสียงในระบบ HDTV อย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่ประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว และ ฟิลิปปินส์. ความละเอียดของ HDTV สามารถให้ความละเอียด ได้ 1920x1080 พิกเซล หรือเรียกว่า Full HD ซึ่งรองรับความละเอียดได้เต็มระบบของสัญญาณภาพสุงสุด ในระบบการออกอากาศของสัญญาณทีวีความละเอียดสูง (High-Definition Broadcasts) ความละเอียดของ HDTV ปัจจุบัน สูงถึง 3840 x 2160 พิกเซล หรือเรียกว่า Quad HDTV ส่วนใหญ่ไม่ใช้สำหรับรับสัญญาณโทรทัศน์ แต่ใช้สำหรับภาพที่มีความละเอียดสูง
ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki
อัพเดตความรู้ ข้อมูล ข่าวสารด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ กับเว็บบล็อก http://computertru.blogspot.com
Music Hit In your life
วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553
วิธีการเสียบปลั๊กอะแดปเตอร์ของโน้ตบุ๊ก
การเสียบปลั๊กอะแดปเตอร์ หรือ ที่ชาร์ตแบตที่ถูกต้องของโน้ตบุ๊ก นั้นให้เรา
1) เสียบปลั๊กเข้ากับเต้ารับที่บ้านหรือที่ทำงานก่อน
2) จากนั้นค่อยเอาปลายอีกด้านที่เหลือมาเสียบเข้ากับโน้ตบุ๊ก
วิธีการนี้จะทำให้ไม่เกิดการสปาร์กของกระแสไฟ และทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ของโน้ตบุคทำให้ ใช้งานได้นานด้วยครับ
1) เสียบปลั๊กเข้ากับเต้ารับที่บ้านหรือที่ทำงานก่อน
2) จากนั้นค่อยเอาปลายอีกด้านที่เหลือมาเสียบเข้ากับโน้ตบุ๊ก
วิธีการนี้จะทำให้ไม่เกิดการสปาร์กของกระแสไฟ และทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ของโน้ตบุคทำให้ ใช้งานได้นานด้วยครับ
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
การคงทนต่อความเสียหาย (Fault Tolerance)
Fault Tolerance คือ คุณสมบัติของระบบที่ทำให้ระบบสามารถปฏิบัติงานต่อไปได้แม้ว่าจะมีองค์ประกอบภายในบางอย่างเสียหาย หรือถ้าหากประสิทธิภาพการทำงานของระบบลดลงเนื่องจากความเสียหายภายใน ความสามารถที่ลดลงก็จะสอดคล้องกับความเสียหายภายในที่เกิดขึ้น ต่างจากระบบที่ไม่มี Fault Tolerance ซึ่งระบบทั้งหมดสามารถล้มเหลวโดยสิ้นเชิงได้เพียงเพราะความเสียหายที่เล็กน้อยก็ตาม ตัวอย่างของ Fault Tolerance ในแง่ของคอมพิวเตอร์ เช่น Load Balancing คือการกระจายงานไปให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายอย่างเท่าๆกัน เพื่อที่ว่าคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะไม่ต้องรับภาระที่หนักเกินไป และเมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย Load Balancer ก็จะกระจายงาน
เป็นความสามารถของระบบที่จะทำงานต่อไปได้ ในสภาวะที่มีความเสียหายเกิดขึ้น เป้าหมายของระบบที่คงทนต่อความเสียหาย คือป้องกันการล้มเหลวของการทำงานของระบบเท่าที่สามารถทำได้ การคงทนต่อความเสียหายสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งจะเป็นได้อย่างชัดเจนว่าการซ่อนความเสียหาย เป็นเทคนิคหนึ่งของการคงทนต่อความเสียหาย วิธีการอื่นได้แก่การตรวจจับข้อผิดพลาด และระบุตำแหน่งความเสียหาย เพื่อทำการจัดรูปการทำงานของระบบใหม่ (Reconfiguration) และนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ การจัดรูปการทำงานของระบบเป็นขั้นตอนการนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ และนำระบบกลับมาทำงานอย่างต่อเนื่อง การทำการจัดรูปการทำงานของระบบ ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงกระบวนการดังต่อไปนี้
การตรวจจับความเสียหาย (Fault Detection): เป็นกระบวนการที่ตรวจจับว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งการตรวจจับความเสียหายมักเป็นความต้องการแรก ก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป
การระบุตำแหน่งความเสียหาย (Fault Location): เป็นกระบวนการสำหรับหาว่าระบบมีความเสียหายที่จุดไหน เพื่อที่จะสามารถดำเนินการกู้คืนได้ถูกต้อง
การจำกัดเขตความเสียหาย (Fault Containment): เป็นกระบวนการเพื่อแยกหรือกันความเสียหายออกจากการทำงานของระบบ เพื่อไม่ให้ความเสียหายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของระบบ หรือแพร่กระจายไปทั้งระบบ การจำกัดเขตความเสียหายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบที่คงทนต่อความเสียหายทุกระบบ
การกู้คืนจากความเสียหาย (Fault Recovery): เป็นกระบวนการที่ทำให้ระบบสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง หรือกลับมาทำงานได้ ระหว่างการจัดรูปแบบการทำงาน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น
หลักการและความสำคัญของเทคโนโลยี Fault Tolerance
รายละเอียดและองค์ประกอบ
Fault Tolerance นั้นเหมือนเป็นชื่อเรียกกระบวนการที่จะจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ให้ระบบสามารถทำงานต่อไปได้ ซึ่งสามารถสร้างขึ้นในทุกๆระบบ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ณ ที่นี่ จะกล่าวถึงเฉพาะ ในระบบคอมพิวเตอร์
การทำ Fault Tolerance ด้วยวิธี duplication เป็นหลักการโดยรวมในกระบวนการนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ
1. Replication จัดการสร้างการทำงานในลักษณะเดียวกัน หลายๆ ชุด โดยทำงานพร้อมๆกัน แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อ เลือกผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด
2. Redundancy จัดการสร้างระบบที่เหมือนๆกับระบบหลัก หลายๆชุด เพื่อมาสำรองใช้เวลา ที่ระบบหลักเกิดปัญหาขึ้น
3. Diversity จัดการกับงานในหลายๆ วิธี หลายๆรูปแบบ และทำในลักษณะเดียวกับแบบ Replication คือ เลือกผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด
วิธี Duplication นั้น เป็นเหมือนในลักษณะการป้องกัน คือไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือโอกาสเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด แต่เมื่อเจอกับความผิดพลาดแล้ว ระบบที่มี Fault Tolerance มักจะมีกระบวนในการจัดการเพื่อให้ระบบสามารถทำงานต่อไปได้ ซึ่งแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
– Fail-safe โปรแกรมป้องกันหรือระบบป้องกัน ที่จะทำงานเมื่อพบความผิดพลาดในระบบ
– Failover ความสามารถในการสับเปลี่ยนระบบการทำงานหลักไปสู่ระบบสำรอง(Redundant) ซึ่งสามารถทำงานแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้องได้ และทำงานต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกว่า ระบบหลักจะสามารถทำงานต่อได้
– Failback ความสามารถในการทำให้ระบบกลับไปสู่สถานะ ก่อนที่จะเกิดความผิดพลาด โดยวิธีนี้ อาจจำเป็นต้องมีการทำ checkpoint เป็นประจำเพื่อเก็บสถานะที่ทำงานได้ถูกต้องล่าสุดเอาไว้
เครดิต http://hpc.ee.kmutnb.ac.th
เป็นความสามารถของระบบที่จะทำงานต่อไปได้ ในสภาวะที่มีความเสียหายเกิดขึ้น เป้าหมายของระบบที่คงทนต่อความเสียหาย คือป้องกันการล้มเหลวของการทำงานของระบบเท่าที่สามารถทำได้ การคงทนต่อความเสียหายสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งจะเป็นได้อย่างชัดเจนว่าการซ่อนความเสียหาย เป็นเทคนิคหนึ่งของการคงทนต่อความเสียหาย วิธีการอื่นได้แก่การตรวจจับข้อผิดพลาด และระบุตำแหน่งความเสียหาย เพื่อทำการจัดรูปการทำงานของระบบใหม่ (Reconfiguration) และนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ การจัดรูปการทำงานของระบบเป็นขั้นตอนการนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ และนำระบบกลับมาทำงานอย่างต่อเนื่อง การทำการจัดรูปการทำงานของระบบ ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงกระบวนการดังต่อไปนี้
การตรวจจับความเสียหาย (Fault Detection): เป็นกระบวนการที่ตรวจจับว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งการตรวจจับความเสียหายมักเป็นความต้องการแรก ก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป
การระบุตำแหน่งความเสียหาย (Fault Location): เป็นกระบวนการสำหรับหาว่าระบบมีความเสียหายที่จุดไหน เพื่อที่จะสามารถดำเนินการกู้คืนได้ถูกต้อง
การจำกัดเขตความเสียหาย (Fault Containment): เป็นกระบวนการเพื่อแยกหรือกันความเสียหายออกจากการทำงานของระบบ เพื่อไม่ให้ความเสียหายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของระบบ หรือแพร่กระจายไปทั้งระบบ การจำกัดเขตความเสียหายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบที่คงทนต่อความเสียหายทุกระบบ
การกู้คืนจากความเสียหาย (Fault Recovery): เป็นกระบวนการที่ทำให้ระบบสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง หรือกลับมาทำงานได้ ระหว่างการจัดรูปแบบการทำงาน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น
หลักการและความสำคัญของเทคโนโลยี Fault Tolerance
รายละเอียดและองค์ประกอบ
Fault Tolerance นั้นเหมือนเป็นชื่อเรียกกระบวนการที่จะจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ให้ระบบสามารถทำงานต่อไปได้ ซึ่งสามารถสร้างขึ้นในทุกๆระบบ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ณ ที่นี่ จะกล่าวถึงเฉพาะ ในระบบคอมพิวเตอร์
การทำ Fault Tolerance ด้วยวิธี duplication เป็นหลักการโดยรวมในกระบวนการนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ
1. Replication จัดการสร้างการทำงานในลักษณะเดียวกัน หลายๆ ชุด โดยทำงานพร้อมๆกัน แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกันเพื่อ เลือกผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด
2. Redundancy จัดการสร้างระบบที่เหมือนๆกับระบบหลัก หลายๆชุด เพื่อมาสำรองใช้เวลา ที่ระบบหลักเกิดปัญหาขึ้น
3. Diversity จัดการกับงานในหลายๆ วิธี หลายๆรูปแบบ และทำในลักษณะเดียวกับแบบ Replication คือ เลือกผลลัพธ์ที่ถูกต้องที่สุด
วิธี Duplication นั้น เป็นเหมือนในลักษณะการป้องกัน คือไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือโอกาสเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด แต่เมื่อเจอกับความผิดพลาดแล้ว ระบบที่มี Fault Tolerance มักจะมีกระบวนในการจัดการเพื่อให้ระบบสามารถทำงานต่อไปได้ ซึ่งแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
– Fail-safe โปรแกรมป้องกันหรือระบบป้องกัน ที่จะทำงานเมื่อพบความผิดพลาดในระบบ
– Failover ความสามารถในการสับเปลี่ยนระบบการทำงานหลักไปสู่ระบบสำรอง(Redundant) ซึ่งสามารถทำงานแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้องได้ และทำงานต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกว่า ระบบหลักจะสามารถทำงานต่อได้
– Failback ความสามารถในการทำให้ระบบกลับไปสู่สถานะ ก่อนที่จะเกิดความผิดพลาด โดยวิธีนี้ อาจจำเป็นต้องมีการทำ checkpoint เป็นประจำเพื่อเก็บสถานะที่ทำงานได้ถูกต้องล่าสุดเอาไว้
เครดิต http://hpc.ee.kmutnb.ac.th
ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems)
ระบบกระจายศูนย์ (Distributed Systems) ประกอบด้วยโฮสต์คอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งที่มีขีดความสามารถในการประมวลผลด้วยตัวเอง ซึ่งกระจายกันอยู่ในสถานที่ต่างกัน ทำให้โฮสต์แต่ละเครื่องสามารถทำการประมวลผลได้โดยอิสระจากโฮสต์เครื่องอื่น ไม่มีผู้ใดให้คำจำกัดความของระบบการกระจายศูนย์ไว้อย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกับนิยามของระบบแยกศูนย์ แต่จุดเด่นของระบบนี้คือการที่มีโฮสต์กระจายอยู่หลายแห่งซึ่งสามารถทำการประมวลผลได้แม้ว่าโฮสต์บางส่วนอาจหยุดทำงาน ในขณะที่ระบบแยกศูนย์เน้นเฉพาะการแยกข้อมูลออกจากศูนย์กลางโดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องโฮสต์ที่ทำการประมวลผล และการทำงานของระบบปฏิบัติการ เป็นต้น
โฮสต์เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเชื่อมต่อกันผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ จำนวนโฮสต์ของผู้ให้บริการและความสามารถของการประมวลผลนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้แต่ละกลุ่มเป็นหลัก การเชื่อมต่อแบบกระจายศูนย์ที่มีเครื่องเมนเฟรมอยู่ที่จุดศูนย์กลางเชื่อมต่อกับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลออกไป
ระบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้รับการพัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์ทางฝั่งผู้ใช้ เช่น เครื่องพีซีที่มีขีดความสามารถสูงทัดเทียมกับเครื่องเมนเฟรมในอดีต ทางด้านผู้ใช้จึงต้องมีการปรับปรุงการทำงานให้เหมาะสมกับความสามารถของเครื่องพีซีที่สูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้อุปกรณ์หรือข้อมูลร่วมกัน
ประเภทของระบบกระจายศูนย์
การแยกประเภทของระบบกระจายศูนย์สามารถพิจารณาได้หลายวิธี คือ ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้ ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม และระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล
1 ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้
ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้ (Distribution by Location) ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์และผู้ใช้จำนวนหนึ่งซึ่งอยู่คนละสถานที่ เช่น ต่างเมือง ต่างอาคาร ต่างห้องทำงาน หรืออยู่ในห้องทำงานเดียวกันแต่เป็นคอมพิวเตอร์คนละเครื่อง ที่ทำงานเป็นอิสระจากกันและกัน โดยมีการ เชื่อมต่อถึงกันด้วยระบบเครือข่ายสื่อสาร ตามคำจำกัดความนี้ระบบกระจายศูนย์ทุกแบบจัดว่าเป็นระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้
2 ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน
บริการทั้งหมดที่มีให้แก่ผู้ใช้ในระบบกระจายศูนย์นั้นอาจถูกแยกติดตั้งไว้ยังสถานที่ต่างกันได้ เช่น เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของกลุ่มผู้ใช้ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Data Entry) อาจมีโปรแกรมเพียงสองชนิดคือโปรแกรมสำหรับการป้อนข้อมูลและโปรแกรมสำหรับการแก้ไขข้อมูล ส่วนโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลอาจ ติดตั้งไว้ที่โฮสต์ที่ศูนย์กลาง ระบบที่มีการวางโปรแกรมตามลักษณะการใช้งานเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน (Distributed by Functions) อย่างไรก็ตามเครื่องโฮสต์ที่กลุ่มผู้ใช้อาจมีโปรแกรมสำหรับการประมวลผลข้อมูลอยู่ด้วยก็ได้ ทำให้ข้อมูลที่จะส่งไปยังศูนย์กลางอาจเหลือเพียงข้อสรุปแทนที่จะเป็นข้อมูลที่ป้อนเข้ามาทั้งหมด
3 ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม
ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม (Distribution by Control) เน้นที่การบริหาร (Management) เป็นหลัก ในระบบกระจายศูนย์ ผู้บริหารอาจนั่งทำงานอยู่ที่สถานที่ใดก็ได้ รวมทั้งที่ศูนย์กลาง ถ้าหากการควบคุมแยกอยู่ที่สาขา การแก้ไขเปลี่ยนแปลงโปรแกรมและโครงสร้างข้อมูลอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บริหาร ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อโปรแกรมอื่นรวมทั้งความสัมพันธ์กับข้อมูลในส่วนอื่นของระบบ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงต้องกระทำภายใต้การควบคุมที่รัดกุม
4 ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล
ระบบกระจายศูนย์อาจถูกกำหนดลักษณะจากวิธีการโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ภายในระบบ ซึ่งมีการเชื่อมต่อถึงกันและวิธีการที่คอมพิวเตอร์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลซึ่งเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล (Distribution by Processing) เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องอาจมีขีดความสามารถในการประมวลผลเท่าเทียมกันหรือบางเครื่องอาจมีความสามารถสูงกว่าเครื่องอื่น จึงแบ่งวิธีการจัดกลุ่มออกเป็นสองวิธีคือ ระบบกระจายศูนย์แบบตามลำดับชั้น และระบบกระจายศูนย์แบบตามแนวระนาบ ระบบกระจายศูนย์แบบตามระดับชั้น(Hierarchical Distributed System) จะจัดการแบ่งกลุ่มงานส่วนหนึ่งให้ทำการประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง ซึ่งมีขีดความสามารถสูงสุดในระบบ ส่วนที่เหลือนำไปประมวลผลที่เครื่องในกลุ่มผู้ใช้หรือที่เครื่องผู้ใช้โดยตรงที่ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีขีดความสามารถในระดับธรรมดา บางทีเรียกระบบนี้ว่า ระบบแนวตั้ง (Vertical System)
เครดิต : http://www.dcs.cmru.ac.th/
โฮสต์เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเชื่อมต่อกันผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ จำนวนโฮสต์ของผู้ให้บริการและความสามารถของการประมวลผลนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้แต่ละกลุ่มเป็นหลัก การเชื่อมต่อแบบกระจายศูนย์ที่มีเครื่องเมนเฟรมอยู่ที่จุดศูนย์กลางเชื่อมต่อกับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลออกไป
การควบคุมการทำงานบนระบบนี้อาจทำได้จากศูนย์กลางหรือจากโฮสต์ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัว การควบคุมจากศูนย์กลาง (Centralized Control) เครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Server) ที่ทำหน้าที่ควบคุมระบบจะต้องเก็บรักษาข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด ระบบที่เป็นแบบกระจายศูนย์อย่างแท้จริงจะปล่อยให้โฮสต์แต่ละเครื่องควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ของตนเอง ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ทรัพยากร โปรแกรมประยุกต์และข้อมูลจากโฮสต์เครื่องอื่นที่มีอยู่ในระบบได้
คุณลักษณะของระบบกระจายศูนย์
ระบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้รับการพัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์ทางฝั่งผู้ใช้ เช่น เครื่องพีซีที่มีขีดความสามารถสูงทัดเทียมกับเครื่องเมนเฟรมในอดีต ทางด้านผู้ใช้จึงต้องมีการปรับปรุงการทำงานให้เหมาะสมกับความสามารถของเครื่องพีซีที่สูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการใช้อุปกรณ์หรือข้อมูลร่วมกัน
ประเภทของระบบกระจายศูนย์
การแยกประเภทของระบบกระจายศูนย์สามารถพิจารณาได้หลายวิธี คือ ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้ ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม และระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล
1 ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้
ระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้ (Distribution by Location) ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์และผู้ใช้จำนวนหนึ่งซึ่งอยู่คนละสถานที่ เช่น ต่างเมือง ต่างอาคาร ต่างห้องทำงาน หรืออยู่ในห้องทำงานเดียวกันแต่เป็นคอมพิวเตอร์คนละเครื่อง ที่ทำงานเป็นอิสระจากกันและกัน โดยมีการ เชื่อมต่อถึงกันด้วยระบบเครือข่ายสื่อสาร ตามคำจำกัดความนี้ระบบกระจายศูนย์ทุกแบบจัดว่าเป็นระบบกระจายศูนย์ตามตำแหน่งผู้ใช้
2 ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน
บริการทั้งหมดที่มีให้แก่ผู้ใช้ในระบบกระจายศูนย์นั้นอาจถูกแยกติดตั้งไว้ยังสถานที่ต่างกันได้ เช่น เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของกลุ่มผู้ใช้ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Data Entry) อาจมีโปรแกรมเพียงสองชนิดคือโปรแกรมสำหรับการป้อนข้อมูลและโปรแกรมสำหรับการแก้ไขข้อมูล ส่วนโปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ค้นหา และวิเคราะห์ข้อมูลอาจ ติดตั้งไว้ที่โฮสต์ที่ศูนย์กลาง ระบบที่มีการวางโปรแกรมตามลักษณะการใช้งานเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามหน้าที่การทำงาน (Distributed by Functions) อย่างไรก็ตามเครื่องโฮสต์ที่กลุ่มผู้ใช้อาจมีโปรแกรมสำหรับการประมวลผลข้อมูลอยู่ด้วยก็ได้ ทำให้ข้อมูลที่จะส่งไปยังศูนย์กลางอาจเหลือเพียงข้อสรุปแทนที่จะเป็นข้อมูลที่ป้อนเข้ามาทั้งหมด
3 ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม
ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการควบคุม (Distribution by Control) เน้นที่การบริหาร (Management) เป็นหลัก ในระบบกระจายศูนย์ ผู้บริหารอาจนั่งทำงานอยู่ที่สถานที่ใดก็ได้ รวมทั้งที่ศูนย์กลาง ถ้าหากการควบคุมแยกอยู่ที่สาขา การแก้ไขเปลี่ยนแปลงโปรแกรมและโครงสร้างข้อมูลอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บริหาร ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อโปรแกรมอื่นรวมทั้งความสัมพันธ์กับข้อมูลในส่วนอื่นของระบบ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงต้องกระทำภายใต้การควบคุมที่รัดกุม
4 ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล
ระบบกระจายศูนย์อาจถูกกำหนดลักษณะจากวิธีการโครงสร้างของคอมพิวเตอร์ภายในระบบ ซึ่งมีการเชื่อมต่อถึงกันและวิธีการที่คอมพิวเตอร์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลซึ่งเรียกว่า ระบบกระจายศูนย์ตามวิธีการประมวลผล (Distribution by Processing) เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องอาจมีขีดความสามารถในการประมวลผลเท่าเทียมกันหรือบางเครื่องอาจมีความสามารถสูงกว่าเครื่องอื่น จึงแบ่งวิธีการจัดกลุ่มออกเป็นสองวิธีคือ ระบบกระจายศูนย์แบบตามลำดับชั้น และระบบกระจายศูนย์แบบตามแนวระนาบ ระบบกระจายศูนย์แบบตามระดับชั้น(Hierarchical Distributed System) จะจัดการแบ่งกลุ่มงานส่วนหนึ่งให้ทำการประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง ซึ่งมีขีดความสามารถสูงสุดในระบบ ส่วนที่เหลือนำไปประมวลผลที่เครื่องในกลุ่มผู้ใช้หรือที่เครื่องผู้ใช้โดยตรงที่ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีขีดความสามารถในระดับธรรมดา บางทีเรียกระบบนี้ว่า ระบบแนวตั้ง (Vertical System)
เครดิต : http://www.dcs.cmru.ac.th/
IP Address (IPV4) กำลังจะหมดในปีหน้า!!!
รายงานข่าวล่าสุด ที่อาจทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกกังวลนั่นก็คือ IP Address หรือ IPV4 ชุดตัวเลข 32 บิต (ตัวอย่างเช่น 192.150.232.xxx) ที่ใช้อ้างอิงคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต (Internet) กำลังจะหมดภายในปีหน้านี้แล้ว นั่นหมายความว่า อุปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะไม่มี IP ให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ฟังดูคล้ายกับปัญหา Y2K เมื่อ 10 ปีที่แล้วเลย
เว็บไซต์ ReadWriteWeb รายงานว่า John Currn ซีอีโอของ American Registry of Internet Numbers (ARIN) เชื่อว่า Internet จะไม่มี IP address เหลือให้ใช้อ้างอิงภายในหนึ่งปีนับจับนี้ไป โดยสามารถติดตามการนับถอยหลังสำหรับวันที่เหลือได้จากทวิตเตอร์ IPv4 Countdown
IPv4 เป็นการใช้ชุดหมายเลข 32 บิต ซึ่งทำให้สามารถอ้างอิงไอพีแอดเดรสที่ไม่เหมือนกันได้มากสุด 4 พันล้านหมายเลข แต่ผลจากการที่อุปกรณ์ต่างๆ ในปัจจุบันต่างก็สามารถเชื่อมต่อเน็ตได้หมด ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ มือถือ ทีวี ไปจนถึงรถยนต์ ทำให้ IP Address ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจนใกล้จะหมดภายในปีหน้านี้แล้ว ทางออกที่ได้มีการดำเนินการไปก่อนหน้านี้ก็คือ การใช้ IPv6 ซึ่งจะเป็นการใช้ชุดหมายเลข 128 บิต โดยจะทำให้มีแอดเดรสไว้ใช้อ้างอิงเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ หรือ 340,282,366,920,938,463,463,374,607,431,768,211,456 ไอพีแอดเดรส
สถานการณ์ปัจจุบัน IPv4 เหลือแค่ 6% เท่านั้น ในขณะที่การเปลี่ยนจาก IPv4 ไปใช้ IPv6 ค่อนข้างช้า บริษัทอย่าง Google และ Facebook จะต้องทำการย้ายไอพีไปใช้การอ้างอิงแบบหมายมากมาย และหากการย้ายระบบไปสู่ IPv6 ไม่เร็วพอ จะเกิดการขาดแคลน IP จนอาจจะมีการขายไอพีในตลาดมึดด้วยราคาที่สูงมาก หวังว่า เราคงจะมีทางออกสำหรับการแก้ปัญหาในเร็ววันนี้ ข้างล่างเป็นมิเตอร์นับถอยหลังวันหมด IP Adress http://inetcore.com/project/ipv4ec/index_en.html
ที่มา http://www.3bb.co.th/news/techno_detail.php?cnt_id=526
เว็บไซต์ ReadWriteWeb รายงานว่า John Currn ซีอีโอของ American Registry of Internet Numbers (ARIN) เชื่อว่า Internet จะไม่มี IP address เหลือให้ใช้อ้างอิงภายในหนึ่งปีนับจับนี้ไป โดยสามารถติดตามการนับถอยหลังสำหรับวันที่เหลือได้จากทวิตเตอร์ IPv4 Countdown
สถานการณ์ปัจจุบัน IPv4 เหลือแค่ 6% เท่านั้น ในขณะที่การเปลี่ยนจาก IPv4 ไปใช้ IPv6 ค่อนข้างช้า บริษัทอย่าง Google และ Facebook จะต้องทำการย้ายไอพีไปใช้การอ้างอิงแบบหมายมากมาย และหากการย้ายระบบไปสู่ IPv6 ไม่เร็วพอ จะเกิดการขาดแคลน IP จนอาจจะมีการขายไอพีในตลาดมึดด้วยราคาที่สูงมาก หวังว่า เราคงจะมีทางออกสำหรับการแก้ปัญหาในเร็ววันนี้ ข้างล่างเป็นมิเตอร์นับถอยหลังวันหมด IP Adress http://inetcore.com/project/ipv4ec/index_en.html
ที่มา http://www.3bb.co.th/news/techno_detail.php?cnt_id=526
วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553
กทช.ทวงจิตสำนึกโอปอเรเตอร์ เหตุนัมเบอร์พอร์ตฯเลื่อน
บอร์ด กทช. ทวงจิตสำนึกโอปอเรเตอร์ เหตุนัมเบอร์พอร์ตฯเจอโรคเลื่อน ระบุให้เวลาเตรียมงานตั้ง 1 ปี ชี้โทษปรับขั้นต่ำวันละ 2 หมื่นบาท เตรียมสรุปบทลงโทษที่ชัดเจน 6 ก.ย. ...
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทช. เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ว่า กทช.ได้มอบหมายให้คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ โดยมีนายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กทช. เป็นประธาน ไปพิจารณาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จากกรณีที่เอกชนไม่สามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมาย หรือ นัมเบอร์พอร์ตทิบิลิตี้ ได้ตามกำหนดในวันที่ 31 ส.ค.2553 โดยให้กลับมารายงาน รวมถึงบทลงโทษที่จะมีกับเอกชนให้ชัดเจนต่อบอร์ด กทช.อีกครั้งในวันที่ 6 ก.ย.นี้
กรรมการ กทช. กล่าวต่อว่า ความผิดดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 66 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม มีโทษปรับขั้นต่ำวันละ 2 หมื่นบาท นับจากวันที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ตลอดจนพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยค่าปรับนั้นอาจมากขึ้นตามการพิจารณาความเสียหายที่ประชาชน และส่วนรวมจะได้รับ นอกจากนี้ จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือ สบท. มีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้ามาจำนวนมากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บทลงโทษครั้งนี้จะไม่มีผลต่อบริษัทที่จะเข้าร่วมประมูล 3 จี เนื่องจากเป็นคนละบริษัทกับที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 จี
"กทช.ไม่ ได้รู้สึกเสียหน้ากับการที่นัมเบอร์ พอร์ตฯ ไม่เกิดขึ้น แต่เรื่องนี้เป็นจิตสำนึกของเอกชนมากกว่า ถ้าเอกชนตั้งใจที่จะให้บริการจริง ต้องเตรียมการไว้ตั้งแต่ล่วงหน้า เพราะระยะเวลาที่กทช.ให้ดำเนินการมากกว่า 1 ปี หากมีการติดตั้งระบบจริงก็สามารถเปิดทดลองให้บริการ แบบไม่เต็มรูปแบบได้ แต่กลับไม่ดำเนินการ แม้กทช.ชุดนี้จะหมดวาระลง แต่คำสั่งเรื่องบริการนัมเบอร์พอร์ตฯ ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป นับจากนี้ไปสำนักงาน กทช.คงจะ ดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนไม่มีการผ่อนผันอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ค่าปรับสูงหรือต่ำไม่สำคัญ แต่การจะเปิดใช้บริการได้เมื่อใดสำคัญมากกว่า เพราะเป็นประโยชน์สาธารณะที่ประชาชนควรจะได้รับ” นายสุรนันท์ กล่าว
ด้าน นายปรีย์มน ปิ่นสกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศูนย์ให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์ จำกัด หรือ เคลียริ่งเฮ้าส์ กล่าวว่า มาตรการที่ กทช.จะ ดำเนินการกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต้องดูว่าจะออกมาแบบไหน เพราะมาตรการที่จะปรับวันละ 2 หมื่น บาท หากเปิดบริการคงสิทธิเลขหมายไม่ทัน ก็ยังไม่เห็นกทช.ดำเนิน การอย่างใด จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ โดยที่ผ่านมาเข้าพบและหารือร่วมกับคณะกรรมการคงสิทธิเลขหมายอย่างต่อเนื่อง ทุกสัปดาห์ และให้เหตุผลไปแล้วว่าไม่สามารถเปิดให้บริการได้ทันตามที่กทช.กำหนด เพราะเอกชนทั้ง 5 ราย ประกอบด้วย บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส บริษัท ทรูมูฟ จำกัด บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค บมจ. ทีโอที และบมจ กสท โทรคมนาคม หรือ CAT จะสามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ในเดือน ธ.ค.2553 เนื่องจากต้องใช้เวลา 4-5 เดือนในการทดสอบระบบร่วมกันก่อนเปิดให้บริการ.
ที่มา http://www.norsorpor.com/
Joomla คืออะไร
“Joomla! ” คือ โปรแกรม open source ที่เป็นระบบบริหารจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ (Web Content Management Systems: CMS) ซึ่งถูกพัฒนาด้วย PHP และใช้ฐานข้อมูลของ MySQL ในการเก็บข้อมูล มีเทคนิคการเขียนโปรแกรมขั้นสูงภายใต้มาตรฐาน XHTML สามารถทำงานได้หลายแพลตฟอร์มที่รองรับ PHP และ mySQL ทั้งนี้ Joomla! ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทีมพัฒนาที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยระยะเริ่มต้น Joomla! ได้มุ่งเน้นเพื่อใช้ในการพัฒนา Coporate Website หรือเว็บไซต์ของบริษัทและองค์กรต่างๆ รวมไปถึงเว็บ Intranet ภายในหน่วยงาน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความสวยงามของรูปแบบที่ดูเป็นสากล รวมถึงความง่ายต่อการใช้งานของทั้งผู้พัฒนาและผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างจาก CMS ทั่วไป ตรงที่คุณสามารถออกแบบและสร้างหน้าตาของเว็บไซต์ (Template) ได้ตามต้องการ
และเนื่องจากการพัฒนา Joomla! ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องมือเสริมหลายตัวที่ช่วยในการนำไปใช้สร้างเว็บไซต์ได้หลายประเภทมากขึ้น อาทิ การสร้างเว็บไซต์เชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce การสร้างเว็บท่า (Portals) การสร้างเว็บไซต์เพื่อใช้เป็น Community และเว็บไซต์ประเภทอื่นๆ หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้
หากคุณต้องการที่จะสร้างเว็บไซต์ แต่ไม่เคยรู้ว่าจะทำได้อย่างไร Joomla! สามารถช่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านการเขียนโปรแกรมอย่าง HTML, XML, DHTML, PHP หรือแม้แต่ mySQL ซึ่งคุณสามารถเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเนื้อหา โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับการแก้ไขโปรแกรม รวมถึง Joomla! ยังไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของการออกแบบ ทำให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ของคุณได้สวยงามตามต้องการ
เครดิต http://www.idesign.in.th/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
กสทช
(1)
เกมส์คอมพิวเตอร์
(6)
ข่าวสั้นไอที
(3)
ข่าวไอที
(27)
คุณธรรมสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต
(4)
ทิปคอมพิวเตอร์
(13)
เนื้อหา รูปภาพ หรือสื่ออื่นที่ปรากฎเป็นของเจ้าของบทความนั้นๆ
(15)
แนะนำเว็บไซต์
(2)
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
(1)
ระบบเติมเงิน
(1)
ระบบปฏิบัติการ Operating System
(8)
ละเมิด
(1)
Computer IT Technology
(17)
Computer Virus
(7)
Hardware Computer
(32)
Information technology IT
(58)
Network ระบบเครือข่าย
(57)
Software Internet
(28)




