อัพเดตความรู้ ข้อมูล ข่าวสารด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ กับเว็บบล็อก http://computertru.blogspot.com
Music Hit In your life
วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
หมายถึง สิ่งที่มองเห็นและจับต้องสัมผัสได้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ (Case) เมนบอร์ด (Mainboard) และอุปกรณ์ต่อพ่วงรอบข้าง (Peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แป้นพิมพ์ เม้าส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถทำงานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนำมาต่อเชื่อมเพื่อทำงานร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า "ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)" ที่มีโครงสร้างของระบบจะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น
2.ซอฟต์แวร์ (Software)
ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรม (program) หรือชุดคำสั่งที่ควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานได้ในทันที ต้องมีซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานตามต้องการได้ โดยโปรแกรมหรือชุดคำสั่งนั้นจะเขียนจากภาษาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมีโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์แบบ ต่าง ๆ ขึ้นมา
ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1) ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการและควบคุม ทรัพยากรต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ และอำนวยความสะดวกด้านเครื่องมือสำหรับการทำงานพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ใช้เริ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ การทำงานจะเป็นไปตามชุดคำสั่งที่เขียนขึ้น ตลอดจนควบคุมการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น เพื่อใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะตามที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น งานด้านการจัดทำเอกสาร การทำบัญชี การจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนงานด้านอื่น ๆ ตามแต่ผู้ใช้ต้องการ
3.บุคคลากร (Peopleware)
คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์นั้น มีความสำคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัดเตรียมเปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดำเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนัก ดังนั้นเราจึงถือว่าบุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย
4.ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information)
คือ ข้อมูลต่างๆ ที่เรานำมาให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลคำนวณ หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้มาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากรเกี่ยวกับรายละเอียดประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษาหรือ ประวัติการทำงาน ซึ่งอาจนำมาจำแนกเป็นรายงานต่างๆ เกี่ยวกับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขมาตรไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง ก็ใช้สำหรับคำนวณเป็นปริมาณไฟฟ้า ที่ใช้ในแต่ละเดือน แล้วคิดเป็นเงิน ที่จะต้องชำระให้กับการไฟฟ้าฯ
.
.
.
คำศัพท์คอมพิวเตอร์ชุดที่ 1 A-S
APPLE (แอปเปิ้ล) เป็นชื่อของบริษัทผู้ผลิตเครื่องพีซียี่ห้อง Apple (มีโลโก้เป็นรูปแอปเปิ้ลถูกกินไปหนึ่งคำ) ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าตอนที่ตั้งชื่อบริษัทนั้น นายสตีฟ จ๊อบส์ (Steves Joobs) เจ้าของบริษัทไม่รู้ว่าจะตั้งอะไรดี อาศัยที่ชอบกินแอปเปิ้ลก็เลยเอามาตั้งเป็นชื่อบริษัทซะเลย เครื่องพีซีแอปเปิ้ลถือได้ว่าเป็นพีซีรุ่นแรกของโลก (ผลิตออกมาขายในราวปี 1977) ปัจจุบันเราเรียกเครื่องพีซีของบริษัทแอปเปิ้ลกันว่า “เครื่องแมคอินทอช” (Macintosh) ในเมืองไทยมีบริษัทสหวิริยาเป็นตัวแทนจำหน่าย ใครอยากลองใช้เครื่องแมคดูบ้างก็โทรไปสั่งซื้อกันได้
Application Software หมายถึงซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับใช้งาน เช่น เวิร์ดโปรเซสเซอร์ สเปรดชีต และซอฟต์แวร์ด้านฐานข้อมูลเป็นต้น ผู้ใช้สามารถนำมาใช้งานบนคอมพิวเตอร์ โดยที่ซอฟต์แวร์ประยุกต์จะวิ่งอยู่บน OS (โปรแกรมพื้นฐานหรือโปรแกรมระบบ) เช่น MS-DOS , WINDOWS ซอฟต์แวร์ประยุกต์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โปรแกรมใช้งาน
ASCII(แอสกี้) คือรหัสมาตรฐานชนิด 8 บิต ที่ใช้กับการสื่อสารข้อมูลในระบบโทรคมนาคม แต่ต่อมาก็ถูกนำมาใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ของสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้แลกเปลี่ยนสารสนเทศ ASCII ย่อมาจาก America Standard Code for Information Interchange (แปลว่า รหัสมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาเพื่อการแลกเปลี่ยนข่าวสาร) ซึ่งถ้าเก็บข้อมูลเป็นรหัสแอสกี้ที่เรียกว่า แอสกี้ไฟล์ (ASCII FILE) ก็สามารถนำเอาข้อมูลนั้น ๆ ไปใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง
AUTOEXEC.BAT (ออโตเอ็กซ์คิวท์) ย่อมาจากคำเต็ม ๆว่า AUTOmatically EXECute BATch file (แปลว่าแบตซ์ไฟล์ที่ทำงานโดยอัตโนมัติ) ABTCH FILE ที่ใช้เก็บคำสั่งหลายๆ คำสั่งเอาไว้ เพื่อให้ทำงานอย่างต่อเนื่องกันโดยอัตโนมัติในทันทีที่เปิดใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น ต้องการให้เรียกไดเวอร์ของเม้าส์ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง ก็พิมพ์คำสั่งเข้าไปไว้ที่ไฟล์ AUTOEXEC.BAT
BATCH FILE ( แบตช์ไฟล์) อ้างถึงเรื่องแบตช์ไฟล์เอาไว้ในหัวข้อที่แล้ว หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักเลยขออธิบายไว้สักหน่อยว่าแบตช์ไฟล์ คือไฟล์ที่ใช้เก็บคำสั่งที่ใช้กับดอสหลายๆ คำสั่งเข้าด้วยกัน แล้วตั้งชี่อใหม่เพื่อให้สะดวกในการสั่ง คือสั่งชื่อแบตช์ไฟล์ทีเดียวก็เท่ากับสั่งให้เครื่องทำตามคำสั่งทุกคำสั่งที่อยู่ในแบตช์ไฟล์ทั้งหมด ซึ่งถ้าสั่งทีละคำสั่งจะเสียเวลาและไม่สะดวก
BIT (บิต) เป็นหน่วยที่ต่ำสุดของข้อมูลที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ เป็นเลข 0 และ 1 ซึ่งจะสัมพันธ์กับแรงดันต่ำและสูงในคอมพิวเตอร์ คำว่า บิตมาจากการรวมคำของเลขฐานสองในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Binary Digit
BUG (บั๊ก) บั๊ก แปลว่าแมลงปีกแข็ง แต่ในวงการคอมพิวเตอร์หมายถึงข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานตามปกติ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในสมัยที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ เมื่อคอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน ช่างก็เปิดเครื่องดูปรากฏว่าพบตัวบั๊กอยู่ข้างใน ก็เลยพูดติดตลกว่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานก็เพราะมีบั๊กนี่เอง ต่อมาก็เลยนิยมเรียกโปรแกรมที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานว่า โปรแกรมนั้นมีบั๊ก
BUS (บัส) “บัส” คือระบบรับส่งข้อมูลระหว่าง CPU กับส่วนต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับรถบัสที่วิ่งรับส่งผู้โดยสาร บัสจึงเปรียบเสมือนกับถนนในเครื่องพีซีแต่มีลักษณะเป็นลายเส้นทองแดงจำนวนมากมายเชื่อมโยงไปยังจุดต่าง ๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ บัสแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ตามประเภทของข้อมูล ดังนี้คือ DATABUS เป็นบัสสำหรับส่งข้อมูลไปมาระหว่าง CPU กับหน่วยความจำ ADDRESS BUS เป็นบัสที่รับสัญญาณจาก CPU เพื่อกำหนดตำแหน่งในการรับส่งข้อมูล และ CONTROL BUS เป็นบัสที่รับสัญญาณจาก CPU เพื่อควบคุมการรับส่งข้อมูลไปยังหน่วยต่าง ๆ
บัสเป็นระบบที่มีความ สำคัญมาก เพราะต่อให้เป็น CPU รุ่นใหม่ล่าสุดและมีความเร็วสูง (เปรียบเหมือนรถสปอร์ตชั้นดี) แต่ถ้าระบบบัสห่วยแตก (เปรียบเหมือนถนนลูกรัง แคบ ๆ แถมเป็นหลุมบ่ออีกต่างหาก) ก็ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องลดต่ำลงอย่างน่าใจหายทีเดียว (เปรียบเหมือนรถสปอร์ตที่ถูกบีบให้วิ่งด้วยความเร็วพอ ๆ กับเกวียนนั่นแล) ปัจจุบันมีระบบบัสให้เลือกใช้อยู่ 4 แบบ ใหญ่ ๆ คือ ISA, VL-BUS, PCI LOCAL BUS และ AGP BUS ที่ทันสมัยน่าใช้ที่สุดก็คือ AGP BUS วึ่งเปรียบประดุจกับถนนบนทางด่วน เพราะเป็นระบบบัสแบบ 128 บิต แต่ก็มีราคาไม่แพงเท่าไร
CAI (ซีเอไอ) CAI ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับ ซีไอเอ ที่เป็นสายลับของสหรัฐฯ นะครับ แต่ย่อมาจากคำว่า COMPUTER AIDED INSTUCTION ซึ่งหมายถึง การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย ถ้าเขาโฆษณาว่าโปรแกรมเป็นโปรแกรมประเภท ซีเอไอ ก็หมายความว่า โปรแกรมนั้นเป็นโปรแกรมเพื่อการศึกษาเรียนรู้โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย โดยมีการสอนเนื้อหา ทำแบบฝึกหัด ประเมินผล และอาจแถมท้ายด้วยเกมส์สนุก ๆ อีกด้วย เช่นโปรแกรมฝึกพิมพ์ดีดสัมผัส เป็นต้น
COBOL (โคบอล) คือภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงอีกภาษาหนึ่ง ย่อมาจากคำเต็มว่า Common Business Orietted Language (แปลว่า ภาษาที่เหมาะกับสำหรับธุระกิจทั่ว ๆ ไป) เป็นภาษาที่มีรูปแบบคล้ายกับภาษาอังกฤษธรรมดา ทำให้เข้าใจง่าย ได้รับการพัฒนาเพื่อใช้เขียนโปรแกรมภาษาทางธุรกิจโดยเฉพาะ สำหรับเขียนโปรแกรมแก้ปัญหาทางธุรกิจทีมีข้อมูลจำนวนมาก ๆ แต่ต้องการประมวลผลที่ไม่ยุ่งยาก ภาษาโคบอลรุ่นแรกลืมตาดูโลกในปี ค.ศ. 1959 (บางตำราว่า 1960)โอ้.. ปีเกิดผู้เขียนเลย
CD-ROM (ซีดีรอม) เป็นแผ่นซีดีสำหรับบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ภายในหนึ่งแผ่นสามารถจุข้อมูลได้ถึง 600-700 MB ซึ่งมากว่าแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์หลายร้อยเท่า คำว่า CD-ROM ย่อมาจากคำเต็มว่า Compact Disk Read Memory (แผ่นคอมแพคดิสก์ที่ใช้อ่านข้อมูลได้อย่างเดียว จะบันทึกอะไรทับลงไปไม่ได้) ข้อดีของซีดีดรอมคือจุข้อมูลได้มากและทนไม้ทนมือจึงนิยมใช้บันทึกข้อมูลที่เป็นภาพและเสียงทางด้านมัลตีมีเดีย ส่วนข้อเสียในตอนนี้ก็คือเรื่องของความเร็วในการอ่านข้อมูลของซีดีดรอมไดรฟ์ ซึ่งปัจจุบันมีความเร็วมาตรฐานอยู่ที่ QUAD-SPEED (52 เท่า) ซึ่งช้ากว่าการอ่านข้อมูลจากฮาดร์ดดีสก์
COMMAND.COM (คอมมานด์คอม) เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับอ่านและดำเนินการคำสั่งของ MS-DOS ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ใช้กับ MS-DOS เป็นไฟล์สำหรับบูตเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง ถ้าไฟล์นี้ถูกลบไปจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานตอนเปิดเครื่อง (ไฟล์เปิดเครื่องมีหลายตัว แต่ที่ปรากฏก็ไฟล์ Command.com)
COMPATIBILITY (ความเข้ากันได้) หมายถึงการมีสมรรถนะพื้นฐานเดียวกัน เช่น โปรแกรมหรืออุปกรณ์ของคอมฯเครื่องหนึ่ง สามารถนำไปใช้ได้กับคอมฯ อีกเครื่องหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่า คอมฯทั้งสองมีความเข้ากันได้ (Compatibility) กัน
DATABASE (ดาต้าเบส) แปลว่า ฐานข้อมูล หมายถึงระบบการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันเอาไว้เป็นหมวดหมู่ หรือฐานเดียวกัน เพื่อสะดวกในการค้นหาและเก็บรักษา เช่น ข้อมูลหนังสือห้องสมุด, รายการสินค้า, ทะเบียนบุคคล ฯลฯ โปรแกรมที่ใช้มีอยู่หลายโปรแกรม เช่น dBase, Access, FoxPro, Paradox เป็นต้น ผู้เขียนชอบโปรแกรม ฟอกซ์โปร ฟอร์ วินโดว์ มาก เพราะใช้งานง่ายในการทำฐานข้อมูล
DIRECTORY (ไดเรคทอรี่) หมายถึง สารบบ ส่วนที่เก็บบันทึกข้อมูล ซึ่งใช้แสดงรายระเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแฟ้มข้อมูล เช่นรายชื่อแฟ้ม , เนิ้อที่ที่ใช้เก็บตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูล (บางอาจารย์เรียกว่าห้องงาน ซึ่งเป็นเสมือนห้องที่ใช้เก็บของต่าง ๆ ตัวอย่าง บ้าน ๑ หลัง มีการแบ่งห้องออกเป็น ห้องครัว ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องเก็บของ ห้องรับแขก ห้องนั้งเล่นเป็นต้น) ไดเรคทอรี่แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ 1. ROOT-DIRECTORY (ไดเรคทอรี่หลัก) 2. SUB-DIRECTORY (ไดเรคทอรี่ย่อย)
DIALOG BOX (ไดอาล๊อกบ๊อกซ์) คือกรอบสนทนาระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้ เพื่อถามหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจะปรากฏเมื่อผู้ใช้สั่งให้โปรแกรมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไป เช่นสั่งให้ออกจากโปรแกรม โปรแกรมก็จะส่งไดอาล๊อกบ๊อกซ์ขึ้นมาถามว่า จะออกใช่ไหม ? ถ้าใช่ก็เลือกตอบ OK ถ้าไม่ออกก็ NO
DOWNLOAD (ดาวน์โหลด) แปลตรงตัวว่า “เก็บไว้ข้างล่าง” ทางคอมพิวเตอร์หมายถึง การเก็บข้อมูลที่รับมาจากคอมพิวเตอร์ตัวหลักในระบบเครือข่ายลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงเข้ากับระบบเครือข่าย การดึงข้อมูลจากระบบเครือข่วยมาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีตำแหน่งคอมพิวเตอร์ต่ำกว่า จึงเรียกว่า “การเก็บไว้ข้างล่าง” หรือ “ดาวน์โหลด” ในทางตรงกันข้ามถ้าต้องการจะส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่ไปเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวหลักของระบบเครือข่วยที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าก็จะเป็นการ “เก็บไว้ข้างบน” หรือ “อัพโหลด” (UPLOAD)
EXE FILE (เอ๊กซ์ไฟล์) ย่อมาจากคำว่า “ EXEcutable FILE”หมายถึงไฟล์หรือโปรแกรมตัวหลักที่สามารถจะทำงาน(RUN) ได้ในทันทีบนระบบปฏิบัติการ MS-DOS โดยเพียงแต่พิมพ์ชื่อไฟล์ลงไปเท่านั้น (ฉะนั้นบางทีก็เรียกว่าไฟล์ประเภทนี้ว่า Machine Language File) อยากรู้ว่าไฟล์หรือโปรแกรมไหนเป็นไฟล์ประเภทนี้ ก็ให้สังเกตดูได้ที่นามสกุล ถ้ามีนามสกุลเป็น .EXE (จุดอีเอ๊กซ์อี) เช่น FORMAT.EXE, CHKDSK.EXE, BACKUP.EXE ก็ชัวร์ได้เลยว่าเป็นเอ๊กซ์ไฟล์ ซึ่งเราสามารถจะพิมพ์ชื่อแล้วกดปุ่ม Enter ให้มันทำงานได้เลย
FAT (แฟ็ต) (File Allocation Table) พื้นที่เก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับตำแหน่งของชื่อไฟล์ต่าง ๆ โดยการระบุชื่อไฟล์ทำให้สามารถอ่านไฟล์ต่าง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ . เป็นระบบไฟล์แบบเก่า ระบบปฏิบัติการแทบทุกตัวมักรู้จัก ข้อเสียคือไม่สามารถรองรับพาร์ทิชั่นได้เกิน 2 GB. FAT แบบอื่นคือ
VFAT(Virtual File Allocation Table) ลักษณะคล้าย FAT แต่รองรับการใช้
ชื่อไฟล์แบบยาว
HPFS(High Performance File System) มีประสิทธิภาพสูงคล้าย NTFS แต่ใช้กับระบบ
ปฏิบัติการ OS/2 เพียงตัวเดียว
NTFS(NT File System) ออกแบบมาเพื่อรองรับ Windows NT มีประสิทธิภาพในการ
ใช้เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ได้ดีกว่า FAT มีความปลอดภัยเหมาะกับการใช้สำหรับเครื่อง Server
FAT32 (32 bit Fat Allocation Table) ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการที่ FAT ไม่สามารถ
รองรับพาร์ทิชั่นได้เกิน 2 GB. เหมาะกับการเก็บข้อมูลปริมาณมาก มีข้อเสียตรงระบบ
ปฏิบัติการของไมโครซอฟท์รุ่นก่อนไม่สามารถใช้ได้ เช่น ดอส วินโดว์ 3.1 วินโดว์ 95
FORMAT (ฟอร์แมต) เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดรูปแบบในการจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นให้กับแผ่นดิสก์ที่แกะออกจากกล่องใหม่ๆ เพื่อให้พร้อมที่จะใช้บันทึกข้อมูล เนื่องจากแผ่นดิสก์ใหม่จะเป็นแผ่นเปล่าๆ ไม่มีรูปแบบในการเก็บข้อมูล จึงไม่สามารถจะใช้เก็บข้อมูลได้ทันที ต้องเอามาเข้าพิธีฟอร์แมตเสียก่อนจึงจะใช้ได้ แต่ใช่ว่าคำสั่ง FORMAT จะใช้ได้กับแผ่นดิสก์ใหม่ๆเท่านั้น แผ่นดิสก์เก่าๆหรือฮาร์ดดิสก์ก็ใช้บริการฟอร์แมตได้เช่นกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการยกเครื่องใหม่โดยเคลียร์ข้อมูลทุกอย่างที่มีอยู่ทิ้งทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ FORMAT เลยได้รับสมญานามว่าเป็นคำสั่งที่ “โหดเหี้ยมที่สุด” เพราะไม่เคยปราณีข้อมูลหน้าไหนทั้งสิ้น (ก่อนใช้จึงควรนับ 1-10 ทุกครั้ง)
FLOWCHART (โฟลว์ชาร์ต) แปลว่า ผังงาน หมายถึงภาพลักษณ์ใช้แสดงลำดับขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์) ซึ่งก็รู้กันดีอยู่แล้วว่า การจะลงมือเขียนโปรแกรมกันนั้น โปรแกรมเมอร์ทุกคนจะต้องสุมหัวกันวางแผนเกี่ยวกับรายระเอียดของโปรแกรมเสียก่อน ว่าจะให้มีขั้นตอนและทิศทางการทำงานอย่างไร ซึ่งใช้คำพูดหรือเขียนข้อความอธิบาย อาจจะทำให้ “มึน” และเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้นเพื่อให้ดูง่าย เข้าใจง่าย จึงต้องนำภาพลักษณ์ต่างๆ หรือโฟลว์ชาร์ต หรือผังงานมาใช้แสดงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมนี้ เรียกว่า “การเขียนผังงาน”
FUNCTION (ฟังก์ชั่น) หมายถึงสูตรคำนวณที่ใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อการคำนวณตามข้อมูลที่ป้อนเข้าไป เครื่องจะทำการคำนวณตามสูตรที่ป้อนเข้าไปแล้วส่งผลออกมา เช่น การรวมตัวเลข การหาค่าเฉลี่ย การหาค่าสูงสุดและต่ำสุดเป็นต้น ในโปรแกรมด้านสเปรดชีต จะมีฟังก์ชั่นเตรียมไว้มากมาย
HACKER (แฮกเกอร์) เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกเซียนทางคอมพิวเตอร์ หรือเก่งทางคอมพิวเตอร์ แต่เป็นประเภทที่เก่งแล้วจิตไม่ว่าง กลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่า ตนเองเก่ง เลยต้องโชว์ความเก่งสำแดงฝีมือโชว์ด้วยการแกะรหัสคอมพิวเตอร์แล้วแอบเข้าไปในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำการมิดีมิร้าย (ร้ายทั้งสิ้น)ต่อข้อมูลต่าง ๆ เช่น ขโมยข้อมูล ลบข้อมูล เปลี่ยนแปลงข้อมูล ทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย ระบบเครือยข่ายไหนที่ว่าแน่ ๆ เจ้าพวกแฮกเกอร์ยิ่งกระหายเข้าไปพิสูจน์ฝีมือ เช่น เพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐ เป็นต้น ฉะนั้นพวกแฮกเกอร์ จึงได้ฉายา ว่า “อาชญากรทางคอมพิวเตอร์”
HARDDISK (ฮาร์ดดิสก์)เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูล เรียกอีกอย่างว่า หน่วยความจำสำรอง (หน่วยความจำหลักคือ แรม) สามารถอ่านเขียนด้วยความเร็วสูง มีความทนทาน และเก็บข้อมูลได้ปริมาณมาก มีความจุเป็นพันล้าน เท่าของแผ่นพล๊อปปี้ดิสก์ ฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ จุข้อมูลได้ เป็น 400 -800 GB (กิกะไบต์) แล้ว
HYPERTEXT (ไอเปอร์เท็กซ์) ไฮเปอร์เท็กซ์ คือ ข้อความหลายมิติบนคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถอ่านข้อความได้สะดวกสบายกว่าเดิม คือ ถ้าเป็นข้อความได้สะดวกสบายกว่าเดิม คือ ถ้าเป็นข้อความธรรมดาทั่วไป เวลาจะอ่านก็ต้องอ่านไปทีละบันทัด ทีละหน้าตามลำดับ แต่ถ้าเป็นข้อความหลายมิติหรือไฮเปอร์เท็กซ์จะอ่านอย่างไรก็ได้ เช่น อ่านหน้านี้แล้วกระโดดข้ามไปหน้าอื่น หรืออ่านหน้านี้แล้วต้องการจะได้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนั้น ก็ใช้เม้าส์เลื่อนเคอร์เซอร์ไปชี้ แล้วคลิ๊กเรียกขึ้นมาดูได้ทันที ซึ่งนอกจากข้อความแล้ว ยังมีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงประกอบแถมให้อีกด้วย (แจ๋วไหมละ)
.
.
.
ที่มา เอกสารประกอบการสอน วิชาศาสตร์คณิตกรณ์เบื้องต้น ชุด คำศัพท์คอมพิวเตอร์ โดย พระครูสิริธรรมวรคุณ
เมนบอร์ด (Mainboard, mother board) หรือ แผงวงจรหลัก
เมนบอร์ด (Mainboard, mother board) หรือ แผงวงจรหลัก เป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่อยู่ภายในเครื่อง เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาจะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่วางนอนอยู่ นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เมนบอร์ด"
ส่วนประกอบหลักที่สำคัญบนเมนบอร์ดคือ

1.ซ็อคเก็ต (Socket) สำหรับซีพียู
2.ชิปเซ็ต (Chip set) ที่สำคัญคือ North Bridge และ South Bridge
3.ซ็อคเก็ตสำหรับหน่วยความจำ (RAM)
4.ระบบบัสและสล็อต
5.Bios (Basic Input Output System)
6.สัญญาณนาฬิกาของระบบ
7.แบตเตอรี่แบคอัพไบออส
8.ขั้วต่อสายไฟแหล่งจ่ายไฟ
9.ขั้วต่อสวิทช์และไฟหน้าเครื่อง
10.จัมเปอร์สำหรับกำหนดการทำงานของเมนบอร์ด
11.ขั้วต่อ IDE (Integrated Drive Electronics) สำหรับฮาร์ดดิสก์
12.ขั้วต่อ Floppy disk drive
13.พอร์ตอนุกรมและพอร์ตขนาน
14.พอร์ตคีย์บอร์ดและเมาส์ PS/2
15.พอร์ต USB
.
.
.
ส่วนประกอบของเมนบอร์ด
ส่วนประกอบหลักที่สำคัญบนเมนบอร์ดคือ
1.ซ็อคเก็ตสำหรับซีพียู
2.ชิปเซ็ต (Chip set)
3.ซ็อคเก็ตสำหรับหน่วยความจำ
4.ระบบบัสและสล็อต
5.Bios
6.สัญญาณนาฬิกาของระบบ
7.แบตเตอรี่
8.ขั้วต่อสายแหล่งจ่ายไฟ
9.ขั้วต่อสวิทช์และไฟหน้าเครื่อง
10.จัมเปอร์สำหรับกำหนดการทำงานของเมนบอร์ด
11.ขั้วต่อ IDE
12.ขั้วต่อ Floppy disk drive
13.พอร์ตอนุกรมและพอร์ตขนาน
14.พอร์ตคีย์บอร์ดและเมาส์
15.พอร์ต USB
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
พื้นฐานการใช้งานอินเตอร์เน็ต
ความเป็นมาของระบบอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่มีการพัฒนามาจาก อาร์พาเน็ต (ARPAnet) ซึ่งเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใต้ความรับผิดชอบของ หน่วยงานโครงการวิจัยขั้นสูง (Advance Research Projects Agency) หรือที่เรียกย่อกันว่า อาร์พา (ARPA) ในสังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา (Department of Defense) อาร์พาเน็ตในขั้นต้นเป็นเพียงเครือข่ายทดลองที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านการทหาร และโดยแท้จริงแล้วอาร์พาเน็ตเป็นเครือข่ายเพื่อป้องกันการทำลายการสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ เช่น ถ้าคอมพิวเตอร์จุดใดจุดหนึ่งถูกระเบิดทำลาย คอมพิวเตอร์ส่วนอื่นสามารถหาเส้นทางการติดต่อใหม่ได้
ยุคของ TCP/IP
มาตรฐานในการสื่อสาร หรือโพรโตคอล (protocol) ที่ใช้ในระยะต้นของอาร์พาเน็ตเป็นโพรโตคอลที่เรียกว่า NCP (Network Control Protocol) ซึ่งเป็นโพรโตคอลที่เชื่อมต่อระหว่างโฮสต์กับโฮสต์ (Host-to-host protocol) โพรโตคอลนี้มีข้อจำกัดด้านจำนวนโฮสต์ที่จะต่อเชื่อมเข้าด้วยกัน
อาร์พาได้วางแผนการขยายเครือข่ายและเปิดการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอื่น การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายกับเครือข่ายต้องการโพรโตคอลซึ่งทำงานได้กับสายสื่อสาร และฮาร์ดแวร์หลากรูปแบบและสามารถรองรับโฮสต์จำนวนมากได้ ซึ่งได้แก่โพรโตคอล TCP/IP ซึ่งย่อมาจาก Transmission Control Protocol / Internet Protocol ซึ่งใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาในปี พ.ศ.2529 NSF (National Science Foundation) ได้สร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า NSFnet เพื่อใช้ในการวิจัยและการศึกษา โดยใช้โพรโตคอล TCP/IP และในที่สุดทางอาร์พาก็ได้มาเชื่อมต่อด้วย ด้วยเหตุที่ NSF เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรและมีงบประมาณจำกัด จึงโอนการดำเนินงาน NSFnet ให้กับบริษัท ANS (Advanced Network and Service) และเปลี่ยนชื่อ NSFnet เป็น อินเตอร์เน็ต (Internet) จนถึงปัจจุบัน
เนื่องจากอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายรวมของหลายองค์กร การบำรุงรักษาเครือข่ายแต่ละหน่วยงานจะดูแลเฉพาะในส่วนของตน จึงไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเตอร์เน็ตทั้งหมด แต่ก็มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและมาตรฐานของอินเตอร์เน็ตโดยรวมคือ สมาคมอินเตอร์เน็ต (Internet Society) ซึ่งมีผู้ใช้และผู้ให้บริการทั่วไปเป็นสมาชิก
เลขที่อยู่อินเตอร์เน็ต (Internet Address)
การติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในอินเตอร์เน็ตจะใช้เลขประจำคอมพิวเตอร์ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีรูปแบบที่ประกอบด้วยตัวเลขจำนวนเต็ม 4 ชุด แต่ละชุดมีค่าไม่เกิน 255 และจะเขียนเรียงต่อกันไปโดยใช้เครื่องหมายจุดคั่นระหว่างชุดตัวเลข มีค่าเริ่มจาก 000.000.000.000 จนถึง 255.255.255.255 รวมแล้วมีจำนวน 4,294,967,296 หมายเลข
เลขที่อยู่ดังกล่าวจะบ่งบอกถึงกลุ่มเครือข่าย และหมายเลขประจำตัวของคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งๆ ในเครือข่าย เลขที่อยู่นี้เป็นค่าที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียว กล่าวคือไม่มีเลขที่ซ้ำกันอยู่เลย เลขที่อยู่นี้เรียกว่า เลขที่อยู่ IP (IP Address) หรือเลขที่อยู่อินเตอร์เน็ต (Internet Address) ซึ่งควบคุมและดูแลโดยองค์กรชื่อ InterNIC บริษัทหรือหน่วยงานใดต้องลงทะเบียนเครื่องเพื่อขอเลขที่อยู่อินเตอร์เน็ต สามารถติดต่อผ่านผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต(Internet Service Provider, ISP) หรือลงทะเบียนโดยตรงที่เวบไซต์(Web site)ของ InterNIC ที่ http://www.internic.net หรือ ติดต่อตัวแทนในแถบเอเชียแปซิฟิกที่ APNIC (Asia Pacific Network Information Center) ทางเวบไซต์ http://www.apnic.com
เลขที่อยู่อินเตอร์เน็ตนี้สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามจำนวนขนาดของเครือข่ายที่มีได้ โดยมีการใช้งานทั่วไป 4 กลุ่มดังนี้
1. กลุ่ม A มีหมายเลขจำนวนเต็มชุดแรกเริ่มต้นในช่วง 1 ถึง 126 เช่น 1.128.1.1
ในกลุ่มสามารถให้เลขที่อยู่กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายภายในได้มากถึง 16,777,216 หมายเลข ซึ่งจะใช้งานกับหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์จำนวนมาก
2. กลุ่ม B มีหมายเลขจำนวนเต็มชุดแรกเริ่มต้นในช่วง 128 ถึง 191 เช่น 128.1.1.1
ในกลุ่มสามารถให้เลขที่อยู่กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายภายในได้ 65,536 หมายเลข ซึ่งจะใช้งานกับหน่วยงานขนาดกลาง
3. กลุ่ม C มีหมายเลขจำนวนเต็มชุดแรกเริ่มต้นในช่วง 192 ถึง 223 เช่น 192.154.203.1
ในกลุ่มสามารถให้เลขที่อยู่กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายภายในได้ 256 หมายเลข ซึ่งจะใช้งานกับหน่วยงานขนาดย่อย
4. สำหรับกลุ่ม D และ E นั้นไว้ให้เฉพาะงานพิเศษ
ในอินเตอร์เน็ตมีการเชื่อมโยงของคอมพิวเตอร์เป็นล้านเครื่อง ดังนั้นจากเดิมที่มีการใช้เลขที่อยู่อินเตอร์เน็ต เพื่อความสะดวกในการใช้งานจึงมีการแทนด้วยชื่อเครื่องในอินเตอร์เน็ต และการกำหนดชื่อที่อ้างถึงคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องให้ไม่ซ้ำกันนั้น ชื่อเครื่องหรือ ชื่อโฮสต์(host name) ในอินเตอร์เน็ตได้กำหนดมาตรฐานไว้โดยแบ่งออกเป็นส่วน ๆ บอกถึงองค์กรที่เครื่องนั้นสังกัดโดยใช้เครื่องหมายจุดเป็นตัวแบ่งไว้ เช่น ratree.psu.ac.th เป็นเครื่องratree ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ระบบชื่อโดเมน(Domain name system)
การใช้ชื่อคอมพิวเตอร์ที่เราต้องการติดต่อทำให้สะดวกยิ่งขึ้นแทนการจดจำในรูปตัวเลข แต่คอมพิวเตอร์ยังคงต้องการใช้เลขที่อยู่อินเตอร์เน็ตสำหรับทำงานเสมอ ในเครื่องที่ให้ที่บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จึงต้องมีการเก็บเลขที่อยู่อินเตอร์เน็ตและชื่อเครื่องในอินเตอร์เน็ตที่ใช้เรียกแทนไว้ในฐานข้อมูล ทุกครั้งที่มีการเรียกใช้ชื่อเครื่องติดต่อกับเครื่องใดๆ คอมพิวเตอร์จะต้องแปลงชื่อเครื่องกลับไปหาเลขที่อยู่อินเตอร์เน็ตเสมอโดยการตรวจค้นจากฐานข้อมูลที่เก็บไว้ ฐานข้อมูลนี้จะถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หนึ่งซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวแปลงชื่อเครื่องให้เป็นเลขที่อยู่อินเตอร์เน็ต เราเรียกคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ว่า ตัวบริการระบบชื่อโดเมน (Domain Name System Server, DNS Server)
แต่เดิม มีการจัดทำฐานข้อมูลกลางไว้และส่งกระจายไปยังโฮสต์อื่น แต่เมื่อจำนวนโฮสต์เพิ่มมากขึ้น การจัดทำฐานข้อมูลจึงเป็นเรื่องเกินขีดความสามารถของเครื่องและลำบากต่อการดูแล นอกจากนี้การกระจายฐานข้อมูลขนาดใหญ่ไปยังโฮสต์อื่นผ่านทางเครือข่ายก็สร้างภาระหนักต่อระบบสื่อสาร และไม่เหมาะสมที่จะใช้ในทางปฏิบัติต่อไป
ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดทำ ระบบชื่อโดเมน (Domain Name System) สำหรับใช้จัดการฐานข้อมูลชื่อเครื่องขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2529 ระบบชื่อโดเมนอาศัยฐานข้อมูลที่กระจายตัวอยู่ในแต่ละเครือข่าย การติดต่อกับเครื่องใดๆ จะมีการสอบถามหาชื่อเครื่องจากฐานข้อมูลกระจายจึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลรวมศูนย์อีกต่อไป
การตั้งชื่อเครื่องมีหลักเกณฑ์สากลเพื่อป้องกันการตั้งชื่อซ้ำซ้อนกัน และให้ชื่อที่ตั้งขึ้นมาบ่งบอกถึงกลุ่มเครือข่ายได้ ในอินเตอร์เน็ตมีระบบการตั้งชื่อเป็นลำดับชั้นที่เรียกว่า ระบบชื่อโดเมน (Domain Name System หรือ DNS) การเขียนชื่อโดเมนจะใช้เครื่องหมายจุดแบ่งลำดับชั้นของโดเมน ตัวอย่างเช่น
www.psu.ac.th
www.coe.psu.ac.th
ชื่อโดเมนจากซ้ายมือไปทางขวาจะบ่งบอกถึงโดเมนที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ ชื่อโดเมนทางขวาจะครอบคลุมโดเมนที่อยู่ทางซ้าย ชื่อด้านซ้ายสุดมักจะหมายถึงชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนชื่อทางขวามือสุดเป็นโดเมนระดับบนสุดซึ่งใช้บ่งบอกถึงเครือข่ายระดับประเทศ เช่น www.psu.ac.th หมายถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อ www ซึ่งมีหมายเลข IP ดังรูป 1 เครื่อง www อยู่ในกลุ่ม psu ซึ่งหมายถึงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ psu เป็นกลุ่มที่อยุ่ในสังกัดของเครือข่ายประเภทสถาบันการศึกษาโดยใช้ชื่อย่อว่า ac ซึ่งมาจาก academic กลุ่มสถาบันการศึกษานี้สังกัดอยู่ในเครือข่ายของประเทศไทยหรือ th
โดเมนระดับบนสุด
เราสามารถสังเกตได้ว่าชื่อโดเมนที่ตั้งขึ้น ล้วนมีความหมายพอที่จะอ้างอิงถึงกลุ่มเครือข่ายหนึ่งได้ โดเมนในระยะเริ่มแรกของอินเตอร์เน็ต ซึ่งเริ่มต้นจากเครือข่ายในสหรัฐอเมริกามีอยู่ 6 โดเมน
ภายหลังที่อินเตอร์เน็ตขยายตัวออกไปทั่วโลก ก็มีการจัดสรรชื่อโดเมนให้แต่ละประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงมีการกำหนดชื่อโดเมนระดับบนสุดประจำประเทศด้วยอักษรย่อสองตัวตามมาตรฐาน ISO 3166 โดยใช้ตัวย่อจากชื่อประเทศในภาษาอังกฤษ เช่น ประเทศไทย ใช้ TH ญี่ปุ่น ใช้ JP ออสเตรเลียใช้ AU เป็นต้น
ที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์(Electronic-mail address)
สมาชิกผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคนจะมีชื่อบัญชี(account name, login name)ในเครื่องที่ใช้ เพื่อแสดงสิทธิ์ในการขอเข้าใช้เครื่อง เมื่อนำชื่อบัญชีประกอบกับชื่อเครื่องจะได้ที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ประจำตัว ที่อยู่ประจำตัวจะขึ้นต้นด้วยชื่อบัญชีคั่นด้วยเครื่องหมาย @ และต่อท้ายด้วยชื่อเครื่อง เช่น ผู้ใช้มีชื่อบัญชี paijit บนเครื่อง ratree.psu.ac.th จะได้ที่อยู่ในอินเตอร์เน็ตคือ paijit@ratree.psu.ac.th
ชื่อเครื่องที่อยู่หลังจากเครื่องหมาย @ นิยมเรียกกันทั่วไปว่า โดเมน(Domain) ดังนั้นที่อยู่ทางอิเล็กทรอนิกส์ของทุกคนจะอยู่ในรูปแบบของ ชื่อบัญชีผู้ใช้@โดเมน
ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
การใช้บริการอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มจากในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยต่างๆ โดยการเช่าวงจรสื่อสารต่างประเทศจาการสื่อสารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมต่อไปสหรัฐอเมริกา ต่อมาอินเตอร์เน็ตเป็นที่นิยมมากขึ้นมีผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น ดังนั้นนอกจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่เป็นหน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษาแล้ว ทางการสื่อสารแห่งประเทศไทย(กสท.)ได้เปิดให้มีการตั้งบริษัทเอกชนเพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะขึ้นมาซึ่งจะเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตหรือ ไอเอสพี (Internet Service Provider, ISP) โดยทางบริษัทเหล่านี้มีการร่วมทุนกับทาง กสท. เพื่อเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แล้วผู้ที่ต้องการใช้บริการอินเตอร์เน็ตก็มาสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทเหล่านี้ และจะสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของตนกับเครื่องที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตของไอเอสพี เพื่อเป็นทางผ่านเข้าสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้
การเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
การเชื่อมต่อเข้าอินเตอร์เน็ต ต้องต่อเข้ากับไอเอสพี เช่นหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา หรือบริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต ส่วนการต่อไปยังอินเตอร์เน็ตโดยตรงนั้นก็สามารถทำได้แต่ต้องเสียค่าเช่าคู่สายทางไกลไปต่างประเทศที่มีราคาแพง และต้องเสียค่าบริการให้หน่วยงานไอเอสพีของต่างประเทศด้วย และยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายของไทยให้ใช้เฉพาะในองค์กรด้วย
การเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโดยผ่านทางไอเอสพีมี 2 แบบ
1. เชื่อมต่อกันโดยตรง (Direct connection) เข้ากับเครือข่ายของไอเอสพี
การเชื่อมต่อกันโดยตรง ทำได้โดยการใช้เครือข่าย LAN (Local Area Network) ต่อระหว่างเครื่องที่ต้องการใช้บริการกับเครื่องที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต ซึ่งใช้โพรโตคอล TCP/IP ในการติดต่อ การใช้บริการอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ทั้งในรูปแบบข้อความและรูปภาพ
2. เชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายโทรศัพท์
การเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ ทำได้โดยการเชื่อมระหว่างเครื่องผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านทางโมเด็มและสายโทรศัพท์ โดยใช้โพรโตคอล SLIP หรือ PPP การใช้งานสามารถเลือกใช้ในแบบรูปภาพและข้อความ หรือข้อความอย่างเดียวก็ได้
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
นอกจากสมัครเป็นสมาชิกของไอเอสพีแล้ว ต้องเตรียมอุปกรณ์เพื่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตด้วย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ
ฮาร์ดแวร์ ได้แก่ส่วนที่เป็นคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ถ้าเป็นเครื่องพีซี ควรจะมีส่วนประมวลผลกลางตั้งแต่ 80486 DX /2 66 เมกกะเฮริต ขึ้นไป มีหน่วยความจำ 16 เมกกะไบต์ มีพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 200 เมกกะไบต์ การ์ดแสดงผลที่แสดงผลได้ไม่น้อยกว่า 256 สี ที่ 800x600 พิกเซล (pixel) มีเมาส์(Mouse) ถ้ามีอุปกรณ์มัลติมีเดียเช่น การ์ดเสียง ลำโพง ไมโครโฟน และ ซีดีรอมไดรว์ ก็ทำให้การใช้งานบริการอินเตอร์เน็ตได้ครบถ้วนขึ้น
ส่วนประกอบต่อไปคือ สายโทรศัพท์ เพื่อส่งสัญญาณข้อมูลต่าง ๆ และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ต่อกับไอเอสพี และอุปกรณ์ที่ใช้ติดต่อสัญญาณทางโทรศัพท์คือ โมเด็ม (Modem) ซึ่งยิ่งมีความเร็วมากยิ่งดี แต่ต้องขึ้นกับความสามารถที่ให้บริการของไอเอสพีด้วย ส่วนมากไม่ควรมีความเร็วต่ำกว่า 28.8 กิโลบิตต่อวินาที
ซอฟต์แวร์ ได้แก่ ระบบปฎิบัติการ สำหรับพีซีแล้วก็ควรเป็นวินโดวส์ 95 ต่อมาคือโปรแกรมที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อหมุนโทรศัพท์เข้าไปเชื่อมต่อกับไอเอสพี ถ้าในวินโดวส์ 95 จะมีโปรแกรม Dial-Up Networking มาให้แล้ว สุดท้ายคือ โปรแกรมใช้งานบริการบนอินเตอร์เน็ต (Internet Application Program) เช่น เนสเคป หรือ อินเตอร์เน็ตเอ็กซ์พลอเรอร์ เป็นต้น
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ครอบคลุมทั่วโลก และมีผู้ใช้ใส่ข่าวสารข้อมูลไว้จำนวนมากหลากหลายประเภท ซึ่งสามารถค้นคว้าและรับส่งข้อมูลกับผู้ใช้คนอื่นได้
ในด้านการศึกษาสามารถเข้ามาหาข้อมูลทางวิชาการต่างๆ เช่น ทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-ศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ อื่น ๆ นอกจากนี้สามารถสั่งงานคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่เป็นสมาชิก และมีความเร็วสูงเพื่อให้ประมวลผลข้อมูลแล้วส่งผลลัพธ์กลับมา โดยผู้ใช้งานสั่งงานทางไกลได้ หรือติดต่อกับผู้ใช้งานอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
ในด้านการสื่อสารสามารถใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อรับส่งข่าวสารระหว่างกัน โดยการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์(E-mail)ได้ทั่วโลกในเวลารวดเร็ว และใช้ค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเทียบกับการส่งจดหมายหรือทางโทรสาร หรือการใช้โปรแกรมสื่อสารอื่นที่สามรถส่งภาพและเสียงได้
ในด้านธุรกิจการค้าสามารถซื้อขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยผ่านทางเวบไซต์(Web site) โดยการเลือกสินค้าแล้วสั่งซื้อและจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต รวมถึงการโฆษณาสามารถทำโดยผ่านทางเวบไซต์ด้วย รวมทั้งการเปิดบริการตอบคำถาม ให้ข้อมูลแก่ลูกค้าทางอินเตอร์เน็ตได้
ในด้านบันเทิง หรืองานอดิเรก ก็มีให้ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น วารสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การชมภาพยนตร์ การฟังเพลง ข่าว เกมคอมพิวเตอร์ เรื่องขำขัน คำทำนาย หรือรูปภาพสวยๆ ทั้งที่ต้องชำระเงินค่าบริการและที่ไม่เสียค่าบริการให้เลือก
1.4 บริการในระบบอินเตอร์เน็ต
เพื่อให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยผ่านทางเครือข่ายสามารถทำได้โดยการเปิดบริการให้ผู้ใช้อื่นใช้งานร่วมด้วย อินเตอร์เน็ตจึงมีศูนย์และหน่วยให้บริการข้อมูลและข่าวสาร เช่น ข่าวประจำวัน สภาพดินฟ้าอากาศ ข้อมูลห้องสมุด และบทความทางด้านต่างๆ ตามความถนัดและความเชี่ยวชาญของแต่ละศูนย์บริการ อินเตอร์เน็ตจึงเป็นเครือข่ายที่ผู้ใช้งานทั่วโลกมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างกว้างขวางและมากที่สุด หากจะแยกประเภทของการให้บริการหลักๆ แล้วสามารถแบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่
1. จดหมายอิเล็กทรอนิกส์(E-mail, Electronic mail)
เป็นการรับส่งข้อความที่มีขั้นตอนคล้ายกับการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ แต่เป็นแบบอัตโนมัติผ่านทางคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานสามารถส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้ใช้งานที่อยู่ภายในอินเตอร์เน็ตหรือเครือข่ายอื่นที่เชื่อมกับอินเตอร์เน็ตได้ทั่วโลก จดหมายอิเลกทรอนิกส์นี้ทำให้การสื่อสารกันระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมีความสะดวกขึ้น ถ้าเปรียบกับโทรศัพท์ โทรศัพท์ต้องพบผู้ที่ต้องการซึ่งอาจยุ่งยากในการตามตัวกันให้พบ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพียงเขียนข้อความรายละเอียดที่ต้องการแล้วส่งไปยังผู้รับ จดหมายนั้นจะรออยู่จนผู้รับสะดวกหรือว่างอ่านข้อความ และสามารถตอบกลับมายังผู้ส่งได้ทันทีไม่ต้องเสียเวลารอคอย และยังสามารถแก้ปัญหาในเรื่องการสื่อสารกับต่างประเทศที่มีเวลาการทำงานต่างกันได้
ส่วนประกอบของจดหมายอิเลกทรอนิกส์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหัว(Header) กับส่วนที่เป็นข้อความ(Body) ข้อความในส่วนหัวเปรียบเหมือนจ่าหน้าซองจดหมายเพื่อระบุผู้รับปลายทาง โดยต้องเติมข้อมูลต่อไปนี้
TO: ให้ใส่เลขที่อยู่อินเตอร์เน็ตของผู้รับปลายทาง
SUBJECT : เป็นหัวข้อเรื่องของจดหมาย
CC : เป็นเลขที่อยู่อิเลกทรอนิกส์ของผู้รับคนอื่นที่ต้องการให้ได้รับสำเนาจดหมายฉบับนี้
BCC : เป็นเลขที่อยู่อิเลกทรอนิกส์ของผู้รับคนอื่นที่ต้องการให้ได้รับสำเนาจดหมายฉบับนี้
โดยไม่แสดงให้ผู้รับปลายทางรู้
ATTACHMENT : แฟ้มข้อมูลที่ต้องการแนบไปกับจดหมาย
นอกจากนี้โดยทั่วไปแล้วการใช้งานจดหมายอิเลกทรอนิกส์ต้องรู้รายละเอียดต่อไปนี้
• เลขที่อยู่อิเลกทรอนิกส์ ทั้งของเรา และผู้ที่ต้องการส่งจดหมายให้
• รหัสผ่านที่เข้าใช้บริการอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ในการตรวจจดหมายอิเลกทรอนิกส์ที่มาถึงในกล่องจดหมายส่วนตัวในเครื่องที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต
• ชื่อของเครื่องบริการจดหมายอิเลกทรอนิกส์ที่เราเป็นสมาชิก ซึ่งแบ่งเป็นเครื่องบริการที่ใช้ส่งจดหมายอิเลกทรอนิกส์โดยมากจะใช้โพรโตคอลของ POP(Post Office Protocol) และเครื่องที่บริการส่งจดหมายอิเลกทรอนิกส์ที่มักใช้โพรโตคอลของ SMTP(Simple Mail Transfer Protocol)
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถรู้จากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่เราได้เป็นสมาชิกอยู่
2. ขนถ่ายแฟ้มข้อมูล
ใช้ในการรับส่งแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ ซึ่งเป็นบริการสำคัญอีกประเภทหนึ่งในอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้เพื่อช่วยให้มีการพัฒนางานสำหรับการวิจัยมากขึ้น แฟ้มที่ให้ถ่ายโอนได้นั้น มีทั้งข้อมูลทั่วไป ข่าวสารประจำวัน บทความ รวมถึงโปรแกรมบนเครื่องต่างๆ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านทาง FTP(File Transfer Protocol)
การใช้งานการขนถ้ายแฟ้มข้อมูลต้องติดต่อไปยังเครื่องที่ให้บริการขนถ่ายแฟ้มข้อมูลหรือเอฟทีพีไซต์ (FTP Site) ซึ่งอาจเป็นมหาวิทยาลัย บริษัท หน่วยงานราชการ หรือส่วนบุคคลก็ได้ที่เราเป็นสมาชิกซึ่งต้องมีชื่อบัญชีผู้ใช้ และ รหัสผ่าน แต่เครือข่ายหลายแห่งได้เปิดบริการสาธารณะให้ผู้ใช้ภายนอกสามารถโอนข้อมูลได้ด้วยชื่อบัญชี anonymous โดยไม่ต้องป้อนรหัสผ่าน หรือบางแห่งอาจจะให้ป้อนรหัสผ่านด้วย E-mail address ของผู้ใช้ โดยเรียกว่า เอฟทีพีนิรนาม (Anonymous FTP)
เมื่อเข้าไปยังเครื่องที่ให้บริการได้แล้วถ้าทำการรับข้อมูลมายังคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานเรียกว่าทำการดาวน์โหลดข้อมูล (Download Data) เมื่อส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่นเรียกว่าอัพโหลดข้อมูล (Upload Data) ลักษณะของข้อมูลในเอฟทีพีไซต์เป็นเหมือนกับแฟ้มกระดาษที่เก็บในตู้เอกสาร
แฟ้มข้อมูลที่เก็บในเอฟทีพีไซต์จะเป็นแฟ้มข้อมูลแบบเท็กซ์ (Text Files) หรือ แฟ้มข้อมูลแบบไบนารี (Binary File) แฟ้มข้อมูลแบบเท็กซ์จะเก็บเฉพาะตัวอักษรและมักเป็นข้อความเท่านั้น เช่น เอกสารงานวิจัย คู่มือ เอกสารทางวิชาการ สำหรับแฟ้มข้อมูลแบบไบนารีจะสามารถเก็บข้อมูลได้หลากชนิดกว่า เช่น โปรแกรม ภาพ เสียง หรือวีดีโอ
โปรแกรมที่ให้บริการบนเอฟทีพีไซต์แบ่งตามขอบเขตการใช้งานได้เป็น
• ฟรีแวร์(Freeware) เป็นโปรแกรมที่ผู้สร้างให้นำไปใช้ได้ฟรี โดยสามารถแจกจ่ายให้ผู้อื่นได้ แต่ห้ามนำไปจำหน่าย
• แชร์แวร์(Shareware)เป็นโปรแกรมที่ผู้สร้างให้นำไปทดลองใช้ ถ้าชอบก็ต้องจ่ายเงินให้กับผู้สร้างโปรแกรมนั้น
ในการส่งแฟ้มข้อมูลบนเครือข่ายเพื่อให้รวดเร็วขึ้นจะมีการย่อหรือบีบอัดข้อมูลให้เล็กลง โดยเรียกแฟ้มข้อมูลที่ผ่านการบีบอัดแล้วว่าแฟ้มข้อมูลแบบคอมเพรส (Compressed File) โปรแกรมบีบอัดข้อมูลที่เป็นที่รู้จักอย่างเช่น PK Zip เป็นต้น เมื่อได้รับแฟ้มข้อมูลแบบคอมเพรสต้องใช้โปรแกรมขยายให้กลับมาเป็นแฟ้มข้อมูลต้นฉบับก่อนจึงสามารถนำแฟ้มข้อมูลนั้นไปใช้งานได้ตามเดิม
3. การใช้โปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น
ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบอื่นในที่ห่างไกล ซึ่งมีโปรแกรมหรือบริการนอกเหนือไปจากเครื่องที่ใช้อยู่ การสั่งให้โปรแกรมทำงานได้บนอีกเครื่องหนึ่งนั้นช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องเดินทางไปที่เครื่องนั้น สามารถทำได้โดยการใช้โปรแกรม Telnet
Telnet เป็นโปรแกรมประยุกต์สำหรับการเข้าใช้ระบบจากระยะไกล Telnet ช่วยให้ผู้ใช้ใน อินเตอร์เน็ตนั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง แล้วเข้าไปใช้เครื่องอื่นที่อยู่ในที่ต่างๆ ภายในเครือข่าย เครื่องที่ขอเข้าใช้อาจจะเป็นเครื่องที่อยู่ภายในห้องเดียวกัน หรือในตึกเดียวกัน หรือแม้กระทั่งเครื่องใดๆ ทั่วทุกมุมโลกที่เชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งของอินเตอร์เน็ตอยู่
การเข้าใช้ระบบใดๆ ด้วย Telnet ให้เรียกใช้โดยการพิมพ์คำสั่ง Telnet ตามด้วยชื่อเครื่อง หรือ IP Address ของเครื่องนั้นตามรูปแบบคำสั่ง telnet [ชื่อเครื่อง หรือ IP Address]
เช่น คำสั่ง telnet fivedots.coe.psu.ac.th หรือ telnet 203.154.146.5
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นผลจากการใช้ เครื่อง fivedots.coe.psu.ac.th โดยการใช้โปรแกรม telnet ของวินโดวส์ 95
4. บริการค้นหาแฟ้มข้อมูล
ในเครือข่ายมีคอมพิวเตอร์และแฟ้มเป็นจำนวนมากจึงเป็นเรื่องที่ยากในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ในอินเตอร์เน็ตจึงมีโปรแกรมอำนวยความสะดวกช่วยในการค้นหาแฟ้มและฐานข้อมูล เช่น Archie, Gopher หรือ WAIS เป็นต้น
Archie : บรรณารักษ์ของเอฟทีพีไซต์ Archie เป็นระบบช่วยค้นหาที่อยู่ของแฟ้มข้อมูลบนเครื่องที่ให้ติดต่อสาธารณะหรือเอฟทีพีนิรนาม โปรแกรมจะสร้างบัตรรายการแฟ้มข้อมูลไว้ในรูปของฐานข้อมูลที่ค้นหาได้ เมื่อต้องการค้นว่าแฟ้มข้อมูลที่สนใจอยู่ที่เครื่องใด เพียงแต่เรียกใช้ archie แล้วป้อนคำสั่งค้นชื่อแฟ้มข้อมูล โปรแกรมจะตรวจค้นฐานข้อมูลและแสดงชื่อแฟ้มพร้อมทั้งรายชื่อ เครื่องที่เก็บแฟ้มข้อมูล เมื่อผู้ใช้ทราบชื่อ เครื่องก็สามารถใช้ ftp ต่อเชื่อมไปยัง เครื่องที่ต้องการเพื่อถ่ายโอนแฟ้มข้อมูลต่อไป
Gopher : เป็นโปรแกรมหนึ่งที่ใช้สำหรับเปิดค้นหาข้อมูลและขอใช้บริการด้วยระบบเมนู โปรแกรม gopher เป็นเสมือนคลังห้องสมุดและเป็นจุดศูนย์รวมการเรียกใช้บริการต่างๆ ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก
Gopher มีเมนูให้ผู้ใช้เลือกค้นหาข้อมูลไปทีละหัวข้อ และอาจมีเมนูย่อยให้เลือกลึกลงไปได้ตามลำดับ เมื่อเลือกไปจนกระทั่งเมื่อถึงเมนูชั้นในสุดของหัวข้อนั้นๆ gopher ก็จะแสดงข้อมูลบนจอภาพให้พลิกอ่านไปทีละหน้า Gopher ยังเป็นตัวกลางให้บริการเข้าใช้ระบบ telnet ถ่ายโอนแฟ้มด้วย ftp หรือค้นหาชื่อ เครื่องที่เก็บแฟ้มข้อมูลด้วย Archie บริการเหล่านี้ช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้อย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องพิมพ์คำสั่งเพื่อขอใช้บริการ และไม่จำเป็นต้องจดจำชื่อ เครื่องที่ต้องการติดต่อเพราะสามารถเลือกได้จากเมนู Gopher จึงเป็นเสมือนเส้นทางหรืออุโมงค์ลัดเลาะไปสู่บริการในอินเตอร์เน็ตทั่วโลก
WAIS : ดรรชนีสู่แหล่งข้อมูล ลักษณะของ WAIS เป็นการเชื่อมโยงศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ในการค้นหาข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากว่าในอินเตอร์เน็ตมีฐานข้อมูลหลายแห่งกระจัดกระจาย การค้นข้อมูลโดยแยกไปค้นตามฐานข้อมูลต่างๆ ย่อมไม่สะดวก การทำงานของ WAIS จะทำให้ผู้ใช้เห็นเหมือนกับว่ามีฐานข้อมูลเพียงแห่งเดียว และเมื่อต้องการค้นหาข้อมูล คอมพิวเตอร์อาจจะช่วยค้นไปยังแหล่งข้อมูลที่ต่างๆ ที่ต่อเชื่อมกัน
หากเปรียบเทียบกับเครื่องมืออื่นในอินเตอร์เน็ต อย่างเช่น Archie ซึ่งเป็นบริการช่วยค้นหาแหล่งที่เก็บแฟ้มโปรแกรม ข้อมูล หรือเอกสาร โดยที่ผู้ใช้จะต้องป้อน ชื่อ ของแฟ้มที่ต้องการค้นหา แต่สำหรับ WAIS เป็นบริการค้นหาข้อมูลโดยผู้ใช้จะต้องป้อนข้อมูลเกี่ยวกับ เนื้อหา ที่อยู่ในแฟ้มนั้น โปรแกรม WAIS จึงทำหน้าที่คล้ายกับบรรณารักษ์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผู้ใช้ถามว่าจะหาข้อมูลจากที่ไหน คอมพิวเตอร์จะพยายามที่จะให้ข้อมูลเอกสารที่คิดว่าเกี่ยวข้องมากที่สุดตามความต้องการนั้นๆ ความจริงแล้วคอมพิวเตอร์ได้ได้ เข้าใจ คำถามที่ป้อนเข้าไป เพียงแต่ค้นหาเอกสารที่บรรจุด้วยคำ หรือ วลีสำคัญที่ผู้ใช้กำหนดมาเท่านั้น
5. กลุ่มสนทนาและข่าวสาร
เนื่องจากมีผู้ใช้ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมากทั่วโลก จึงมีการจัดแบ่งกลุ่มเพื่อการแลกเปลี่ยนทัศนะและแสดงความเห็นในหัวข้อต่างๆ ผ่านทางระบบเครือข่าย
USENET เป็นระบบเครือข่ายจากการสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาโท 2 คนของมหาวิทยาลัยดุกค์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นักศึกษาทั้งสองคนได้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้คนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกันสามารถที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเรื่องต่างๆ ในรูปการเสนอข้อคิดเห็น อภิปรายโต้ตอบกัน ซอฟต์แวร์ดังกล่าวผ่านการปรับปรุงพัฒนาไปแล้วหลายรุ่น จนกระทั่งในปัจจุบันนี้มีซอฟต์แวร์นี้แพร่หลายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลก และมีผู้ใช้งานหลายแสนคนในแต่ละวัน ผู้ใช้ระบบดังกล่าวนี้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อยจำนวนมากที่เรียกว่า กลุ่มข่าว หรือ News Group
กลุ่มข่าวใน USENET เป็นกลุ่มอภิปรายที่มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารและความคิดเห็นในหัวข้อต่างๆ ตามที่กลุ่มนั้นสนใจ ตั้งแต่เรื่องทางเทคนิค วิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเรื่องกีฬา ศาสนา ปรัชญา หรือแม้แต่เรื่องชีวิตรัก และหัวข้อที่พิสดารอื่นๆ อีกมาก
USENET เปรียบเสมือนระบบกระดานข่าวขนาดมหึมาที่ผู้ใช้ในอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าไปใช้บริการได้ USENET เป็นแหล่งของข้อมูลข่าวสารที่กว้างใหญ่ไพศาล เอื้ออำนวยให้ผู้ใช้บริการรับรู้ข่าวสารจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ได้แสดงความคิดเห็นของเราเองในเรื่องนั้นๆ ได้ด้วย
กลุ่มข่าวเป็นการรวบรวมกลุ่มผู้สนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษเพื่อการแลกเปลี่ยนข่าวสารและข้อคิดเห็นในเรื่องที่กลุ่มกำหนดขึ้น หรือเพื่อผู้ใช้ Usenet กลุ่มอื่นๆ จะได้ทราบเนื้อหาที่อภิปรายกันในกลุ่มนั้นๆ กลุ่มข่าวเหล่านี้มีการจัดโครงสร้างเป็นลำดับชั้นคล้ายรากต้นไม้ (Hierarchy) กล่าวคือ จะมีชื่อหัวข้อใหญ่ เช่น ทางด้านคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ สันทนาการ (Recreation) โดยทั้งหมดจะใช้ชื่อย่อ เช่น สันทนาการ (Recreation) จะใช้ rec เป็นต้น แต่ละหัวข้อใหญ่อาจมีหัวข้อรองลงไป อย่างเช่น ด้านสันทนาการจะประกอบด้วย ทางด้านดนตรี (rec.music) ทางด้านการถ่ายภาพ (rec.photo) และอาจจะมีหัวข้อย่อยรองลงไปอีก เช่น ทางด้านดนตรี rec.music.classical , rec.music.makers
กลุ่มข่าวจะแบ่งเป็น 8 หัวข้อใหญ่ ดังนี้
comp หัวข้อนี้จะเก็บข่าวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทุกอย่าง
misc เก็บเรื่องราวเบ็ดเตล็ดทั่วไป
news เก็บเฉพาะข่าวเกี่ยวกับบริการ USENET และกลุ่มข่าวเท่านั้น
rec รวมรวมข่าวที่เกี่ยวกับบันเทิงและสันทนาการ
sci เก็บเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์
soc เก็บข้อมูลทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
talk เก็บทุกเรื่องโดยไม่จำกัดหัวข้อ เพื่อขอคำแนะนำ แสดงความคิดเห็นทั่วไป
alt เก็บรวบรวมทุกอย่างแยกมาจาก 7 หัวข้อแรกโดยไม่แยกประเภทว่าจะเป็นความคิดเห็น คำปรึกษา หรือ สิ่งแวดล้อม
ต่อมามีการเพิ่มหมวดหมู่ภายหลัง
bionet เป็นเรื่องทางชีววิทยา
bit.listserv เป็นเครื่องบริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บริการกลุ่มข่าวด้วย
biz เก็บข้อมูลทางด้านธุรกิจทั่วไป
K12 เก็บเรื่องราวการศึกษาทางไกล
th เก็บเรื่องราวของแต่ละประเทศตามอักษรย่อของประเทศนั้น เช่น th คือประเทศไทย
6. บริการ เวิลด์ไวด์เวบ(World Wide Web, WWW)
WWW (World Wide Web) เป็นบริการข้อมูลแบบมัลติมีเดีย สามารถให้บริการได้ทั้ง ข้อความ ภาพกราฟฟิก เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว และยังมีบริการอื่นรวมไว้ด้วย เช่น การขนถ่ายแฟ้มข้อมูล การค้นหาข้อมูล กลุ่มสนทนาและข่าวสาร การใช้โปรแกรมบนเครื่องอื่น เป็นต้น
WWW เครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้เกือบครบทุกเรื่อง รวมทั้งความง่าย สะดวก และสามารถค้นหาข้อมูลได้ในแทบทุกเรื่อง จึงเป็นที่นิยมในหมู่ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน และอนาคต WWW มีการใช้งานแบบ Hypertext โดยการแสดงข้อความแบบเน้นซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นได้การเชื่อมโยงดังกล่าวอาจเรียกว่า hotlinks หรือ hyperlink ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้ปุ่มลูกศรหรือ เมาส์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากคำหรือประโยคหรือรูปภาพที่กำหนดไว้ได้
ในปัจจุบัน การใช้งาน WWW สามารถทำได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น โดยใช้โปรแกรมที่เรียกว่า เว็บบราวเซอร์ ซึ่งมีผู้ผลิตออกมาหลายบริษัท ที่เรารู้จักกันดี ได้แก่เนสเคป และอินเตอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์
การใช้บริการ WWW ต้องใช้รูปแบบการใช้บริการที่เรียกว่า URL (Universal Resource Locator) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Address หรือ Location รูปแบบของ URL เป็นดังนี้
protocol://host.domain/path/file
protocol หมายถึง โพรโตคอลที่ต้องการใช้บริการในอินเตอร์เน็ต ได้แก่
http:// เป็นโพรโตคอลที่ใช้เรียกบริการ WWW
ftp:// เป็นโพรโตคอลที่ใช้เรียกบริการขนถ่ายข้อมูล
news:// เป็นโพรโตคอลที่ใช้เรียกบริการกลุ่มข่าว
gopher:// เป็นโพรโตคอลที่ใช้เรียกบริการ gopher
host หมายถึงชื่อเครื่องที่ให้บริการ
domain หมายถึงโดเมนเนม
path คือตำแหน่งที่เก็บข้อมูลในเครื่องที่ให้บริการ
file คือชื่อแฟ้มข้อมูลที่ต้องการเรียกใช้
การใช้งานURLนั้น โดยมากไม่ต้องระบุส่วนที่เป็น path และ file จะระบุเมื่อต้องการเปิดแฟ้มข้อมูลที่ต้องการโดยตรง ตัวอย่างการใช้งาน URL เช่น
http://www.yahoo.com เป็นการใช้ WWW ไปยังเครื่องให้บริการชื่อ yahoo
fttp://ftp.psu.ac.th เป็นการใช้บริการขนถ่ายแฟ้มข้อมูล
สำหรับ WWW แล้ว เว็บเพจ(Web Page )คือกลุ่มเอกสารที่เก็บตามเครื่องให้บริการ WWW
หรือที่เรียกว่าเว็บไซต์(Web Site) สำหรับหน้าแรกของการใช้งาน Web browser จะเรียกว่าโฮมเพจ(Home Page) ซึ่งสามารถที่จะเรียกเอกสารหน้าใดก็ได้เป็นโฮมเพจ
มารยาทการใช้เครือข่าย
เครือข่ายแต่ละแห่งจะมีระเบียบการใช้งานเครือข่ายที่แตกต่างๆกันไปตามความเหมาะสมว่าต้องปฏิบัติในลักษณะอย่างไร หรือมีข้อห้ามอะไรบ้าง สมาชิกในเครือข่ายก็จำเป็นต้องรับทราบและปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้ดูแลเครือข่ายกำหนดไว้ นอกเหนือไปจากข้อตกลงในรูปแบบของกฎระเบียบดังกล่าวแล้ว ผู้ใช้งานเครือข่ายยังควรทราบถึงมารยาทและหลักพึงปฏิบัติต่อผู้ใช้รายอื่นในระบบอีกด้วย
จุดประสงค์ของการเข้าใช้งานเครือข่ายของผู้ใช้แต่ละคนนั้นแตกต่างไป บางคนเพียงแต่ต้องการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บางคนต้องการอ่านข่าว บางคนต้องการค้นหาและถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล ถ้าหากผู้ใช้แต่ละรายใช้งานอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจต่อผลกระทบที่มีต่อการใช้งานของผู้อื่นก็นับเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม การใช้บริการจึงต้องคำนึงถึงระยะและช่วงเวลาในการใช้ด้วยดังต่อไปนี้
• ควรใช้งานเท่าที่จำเป็น ไม่สมควรที่จะใช้ระบบและปล่อยทิ้งไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่ระบบทางโมเด็ม เพราะจะทำให้ผู้ใช้รายอื่นเข้าใช้ระบบยากหรือไม่ได้เลย เนื่องจากศูนย์บริการเครือข่ายส่วนใหญ่มักจะมีจำนวนคู่สายที่รับการเชื่อมต่อจากภายนอกจำนวนจำกัด
• หากจำเป็นต้องใช้บริการที่ต้องกินทั้งเวลาและความสามารถของระบบ ควรเลือกกระทำในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานน้อย ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการถ่ายโอนแฟ้มขนาดใหญ่จากศูนย์บริการต่างประเทศก็ควรใช้ช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ใช้รายอื่นอยู่มากนัก ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลากลางคืน วิธีนี้เป็นผลดีต่อทั้งผู้ใช้รายอื่นและตนเองคือการถ่ายโอนข้อมูลจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของผู้อื่นและทำได้ในเวลาที่รวดเร็วกว่าเวลาปกติด้วย
• การเข้าใช้งานระบบทุกครั้งพึงระลึกเสมอว่าจะต้องไม่รบกวนหรือสร้างความรำคาญให้แก่ผู้ใช้งานคนอื่น และระบบไม่ใช่ที่ทดลองการทำงานของคำสั่งทุกคำสั่ง จึงไม่ควรใช้คำสั่ง write, wall หรือ talk ไปยังผู้ใช้คนอื่นอย่างพร่ำเพรื่อ
• ดูแลข้อมูลในส่วนที่เป็นของตนเองให้มีระเบียบและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างระมัดระวัง
• เข้าใช้งานระบบด้วยรายชื่อของตนเองเท่านั้น และไม่ให้ผู้อื่นใช้รายชื่อของตนเองในการเข้าสู่ระบบ หรือบอกรหัสผ่านให้ผู้อื่นทราบ
ส่วนประกอบของระบบการทำงานในคอมพิวเตอร์
ลักษณะของข้อมูลที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ จะเป็นบิต (Bit) คือมีเพียงสองสถานะที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจใช้สัญลักษณ์ 1 หรือ 0 แทน ซึ่งตรงกับเลขฐานสอง และโดยทั่วไปข้อมูลหนึ่งตัวอักษร(Character) หรือเรียกว่า 1 ไบต์ (Byte) นั้นประกอบด้วยข้อมูล 8 บิต ดังนั้นข้อมูล 1 ไบต์มีความแตกต่างกันได้ 28 หรือ 256 รูปแบบ ซึ่งรหัสที่ใช้กำหนดลักษณะรูปแบบข้อมูลที่เป็นสากลเรียกว่า รหัสแอสกี(ASCII, American Standard Code for Information Interchange) รหัสแอสกีมีค่าตั้งแต่ 0-127 ใช้แทนค่าตัวอักขระต่างๆ ทั้งตัวเลข ตัวอักษร แและรหัสควบคุมพิเศษอื่นๆ เช่น Enter, Backspace, Tab เป็นต้น และ รหัส 128-255 ใช้แทน Graphic Character หรือ ตัวอักษรพิเศษของภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น ภาษาไทย เป็นต้น
ข้อมูล 2^10 Byte หรือ 1024 Byte เรียกว่า 1 KiloByte (Kb)
ข้อมูล 2^20 Byte หรือ 1,048,576 Byte เรียกว่า 1 MegaByte(Mb)
ข้อมูล 2^30 Byte หรือ 1,073,741,824 Byte เรียกว่า 1 GigaByte (Gb)
2 ระบบคอมพิวเตอร์(Computer System) ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ
• หน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียู (CPU,Central Processing Unit) หรือเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (MicroProcessor) เป็นเหมือนเป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ภายในยังประกอบด้วยหน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU,Arithmetic and Logic Unit) ทำหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยความจำมาคำนวณหรือเปรียบเทียบ ผลที่ได้อาจเก็บที่หน่วยความจำ หรือส่งผ่านหน่วยรับส่งข้อมูลเข้าออกไปยังอุปกรณ์แสดงผล
• หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่ควบคุมการรับส่งข้อมูลและคำสั่งระหว่างหน่วยต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยการถอดรหัสคำสั่ง จัดลำดับการทำงาน ส่งสัญญาณเตือนให้หน่วยต่างๆ ทราบถึงคำสั่งที่ส่งไป และควบคุมจังหวะก่อนหลังของการรับส่งข้อมูล
หน่วยประมวลผลกลางมีการทำงานขึ้นกับสัญญาณนาฬิกา (Clock Signal) ดังนั้นการประมวลผลคำสั่งจะเร็วหรือช้าจึงขึ้นกับความถี่ของสัญญาณนาฬิกา นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับขนาดข้อมูลที่ประมวลผลได้
หน่วยประมวลผลกลาง มีการพัฒนาความสามารถมาตลอด ทั้งการเพิ่มความเร็วในการประมวลผล และการเพิ่มขนาดของข้อมูลที่ประมวลผลด้วย ตัวอย่างเช่น
Z80/8080 มีการประมวลผลข้อมูลขนาด 8 บิต
8086/8088 มีการประมวลผลข้อมูลขนาด 16 บิต
80286 มีการประมวลผลข้อมูลขนาด 16 บิต
80386 มีการประมวลผลข้อมูลขนาด 32 บิต Clock ความถี่ 20 - 33 Mhz
80486 มีการประมวลผลข้อมูลขนาด 32 บิต Clock ความถี่ 25 และ 33 Mhz
Pentium มีการประมวลผลข้อมูลขนาด 64 บิต Clock ความถี่ 75 - 200 Mhz
โดยทั่วไป การเรียกชื่อรุ่นคอมพิวเตอร์ จะเรียกตามชื่อรุ่นของ หน่วยประมวลผลกลางที่ใช้ เช่น เครื่อง 486, เครื่องเพนเทียม (Pentium) เป็นต้น
• หน่วยความจำหลัก(Main Memory) ทำหน้าที่เก็บคำสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน และข้อมูลที่ใช้โดยหน่วยประมวลผลกลาง หรือ ผลลัพธ์จากการประมวลผล
หน่วยความจำหลักสามารถแบ่งตามลักษณะโครงสร้างทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ 3 ประเภท คือ
1. หน่วยความจำแรม (RAM, Random Access Memory) สามารถบันทึกข้อมูลและอ่านข้อมูลได้ตลอดเวลาที่เปิดใช้คอมพิวเตอร์ (มีพลังงานไฟฟ้า) เมื่อปิดเครื่องข้อมูลจะหายไป
2. หน่วยความจำรอม (ROM, Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำที่ใช้อ่าน ข้อมูลได้เท่านั้น ข้อมูลจะไม่สูญหายแม้ปิดเครื่อง ข้อมูลในหน่วยความจำนี้จะมีการบันทึกในตอนเริ่มต้นโดยบริษัทผู้ผลิตเท่านั้นไม่สามารถแก้ไขได้
3. หน่วยความจำแคช (Cache) เป็นหน่วยความจำพิเศษ มีความเร็วสูง เก็บข้อมูลที่ซีพียูใช้บ่อยๆ ทำให้เสียเวลาน้อยลงในการติดต่อกับหน่วยความจำหลัก
• หน่วยรับส่งข้อมูลเข้าออก(Input/Output Unit, I/O Unit) เป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการถ่ายเทข้อมูลระหว่างอุปกรณ์รอบข้างกับหน่วยประมวลผลกลาง หรือหน่วยความจำ หน่วยรับส่งข้อมูลเข้าออกยังแบ่งเป็นหน่วยย่อยที่รับผิดชอบเฉพาะอุปกรณ์รอบนอกแต่ละอย่างซึ่งเรียกว่าพอร์ต (Port)
พอร์ตที่ทำหน้าที่รับข้อมูลอย่างเดียวเรียกว่าพอร์ตรับข้อมูลเข้า(Input Port) พอร์ตที่ทำหน้าส่งข้อมูลออกไปยังอุปกรณ์รอบนอกอย่างเดียวเรียกว่าพอร์ตส่งข้อมูลออก (Output Port) ส่วนพอร์ตที่ทั้งรับและส่งข้อมูลเรียกว่าพอร์ตรับส่งข้อมูลเข้าออก(Input/Output Port)
พอร์ตยังสามารถเรียกชื่อตามขนาดข้อมูลที่รับส่งด้วย ถ้าการรับส่งข้อมูลครั้งละ 8 บิตขนานกันเรียกว่าพอร์ตขนาน (Parallel Port) ส่วนถ้ารับส่งข้อมูลทีละชุดแบบอนุกรม เรียกว่าพอร์ตอนุกรม (Serial Port)
• บัส(Bus) เป็นตัวนำที่ทำหน้าที่ถ่ายเทข้อมูลระหว่างหน่วยต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยส่งสัญญาณบอกตำแหน่งที่อยู่ของหน่วยความจำหรือพอร์ตรับ-ส่งข้อมูลนั้น ด้วยบัสตำแหน่ง(Address Bus) ส่งสัญญาณควบคุมเพื่อคอยรักษาจังหวะการติดต่อระหว่างหน่วยต่างๆ ทางบัสควบคุม (Control bus) และส่งสัญญาณข้อมูลที่เป็นข้อมูล หรือคำสั่งผ่านทางบัสข้อมูล (data bus)
• สัญญาณนาฬิกา(Clock) ทำหน้าที่ให้จังหวะเพื่อให้การทำงานระหว่างหน่วยต่างๆ สอดคล้องกัน สัญญาณความถี่สร้างจากผลึกควอตซ์ (Quartz) เป็นต้นกำเนิด
• อุปกรณ์รอบนอก (Peripheral Devices) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้รับและหรือส่งข้อมูลจากภายนอกคอมพิวเตอร์ให้กับคอมพิวเตอร์ เช่น การป้อนข้อมูลผ่านทางคีย์บอร์ด (Keyboard) การแสดงข้อมูลผ่านทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ รวมทั้งการเก็บข้อมูลภายนอกจากหน่วยความจำแรมซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง ไปไว้ในหน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory หรือ Auxiliary Memory) ได้แก่ เทปแม่เหล็ก (Magnetic Tape) ฟลอปปี้ดิสค์ (Floppy Disk) หรือ ฮาร์ดดิสค์ (Hard Disk)
สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(PC, Personal Computer)นั้นเป็นเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้งานทั่วไปทั้งในการใช้งานส่วนตัวและในงานธุรกิจ
สำหรับการพิจารณาส่วนประกอบของเครื่องพีซีสามารถแยกเป็นส่วนประกอบภายในเครื่อง ได้แก่ บอร์ดวงจรหลัก (MotherBoard หรือ MainBoard) หน่วยประมวลผลกลาง, ช่องเสียบอุปกรณ์ภายนอก (Expansion Slot) หน่วยความจำหลัก (RAM) หน่วยความจำสำรอง (Floppy Disk , Hard Disk ,CD Rom Drive), การ์ดแสดงผลจอภาพ (Graphic Card) และ การ์ดเสียง (Sound Card) ส่วนประกอบภายนอกเครื่องได้แก่ เมาส์ (Mouse) แป้นพิมพ์ (Keyboard) ลำโพง (Speaker) จอภาพ(Monitor), อุปกรณ์สำรองไฟฟ้า (UPS, Uninterruptable Power Supply)
เมนบอร์ด (Mainboard) ภาค1
แผงวงจรหลักหรือที่รู้จักกันในชื่อของเมนบอร์ด (Main Board, Mother Board) หรือบางคนอาจเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่ามาเธอร์บอร์ดก็ตามแต่สะดวก ไม่มีข้อห้าม แต่ทั้งหมดนั้นหมายถึงอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน ชิ้นไหนล่ะ ก็ชิ้นที่เป็นแผงรวมวงจรอิเลคทรอนิคส์อยู่ในตัวเคสของคอมพิวเตอร์นั่นอย่างไรครับ ถ้าในเครื่องคอมพิวเตอร์มีแผงวงจรอะไรต่อมิอะไรจิปาถะ สามสี่แผง แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าแผงไหนคือ เมนบอร์ด คำตอบก็คือให้ดูที่แผงที่ใหญ่ที่สุด เพราะในคอมพิวเตอร์ แผงวงจรอื่นๆจะใหญ่กว่าเมนบอร์ดเป็นไม่มี คราวนี้ก็ลองเปิดฝาครอบเคสมาออกดูสิครับ มองลงไปจะเห็นแผงวงจรมองใหญ่ๆ แผงหนึ่ง ติดตั้งติดกับระโยงระยาง แล้วก็บอร์ดเล็กบอร์ดน้อยติดตั้งไว้ นั่นแหละครับ เมนบอร์ด
เมนบอร์ดทำหน้าที่อะไร
แผงวงจรหลักก็เหมือนกับพื้นที่ชุมชน + เส้นทางการคมนาคม + ศูนย์ควบคุมการจราจร โดยมีกฎหมายว่าด้วยการประมวลผลของคอมพิวเตอร์เป็นตัวบทกฎหมายหลัก และถูกสร้างขึ้นด้วยทฤษฎีการทำงานของคอมพิวเตอร์ ในตอนต่อไปของบทความ จะแนะนำส่วนประกอบแต่ละส่วนของเมนบอร์ด ว่าประกอบด้วยส่วนประกอบใดบ้าง
***อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตเพิ่มเคิมคือ เมนบอร์ดถึงแม้จะทำงานเหมือนกัน หลักการทำงานเดียวกัน แต่หน้าตาและส่วนประกอบของเมนบอร์ดนั้นอาจจะมีหลากหลาย แตกต่างไปตามแต่ผู้ผลิตแต่ละแต่ราย และแตกต่างไปตามเทคโนโลยี ถ้าไปดูเมนบอร์ดปี 1985 ก็อาจจะมีความแตกต่างจากที่นำเสนอในบทความนี้อย่างมาก เพราะเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงไป หรือถ้าไปดูเมนบอร์ดระหว่างปี 1995 - 1999 (ขออนุญาตไม่ได้เอาปี พ.ศ เพราะบวกลบไม่ถนัด เวลาดูปีผลิตเมนบอร์ด นึกเป็น ค.ศ ทุกที) ก็จะเห็นรูปร่าง ลักษณะและส่วนประกอบเหมือนกับในบทความ แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเมนบอร์ดแบบ ATX , Micro ATX ทำให้ตำแหน่งการติดตั้งอุปกรณ์ การวางส่วนประกอบของเมนบอร์ด แตกต่างกันออกไป
ซ๊อคเก็ต (Socket) สำหรับซีพียู
เมื่อดูที่เมนบอร์ดสิ่งแรกที่จะพูดถึงก็คือ ซ็อคเก็ต (Socket) สำหรับใส่ซีพียู ซึ่งในเมนบอร์ด 486 และเพนเทียมเรียกว่า ZIF Socket ย่อมาจาก Zero Insert Force เวลาจะใส่ซีพียูลงบนซ๊อคเก็ตดังกล่าวก็เพียงแต่วางไปยังตำแหน่งของซ๊อคเก็ต ให้ขาของซีพียูตรงกับรูซ็อคเก็ตเท่านั้น เรียกว่าแทบไม่ต้องออกแรงเลยทีเดียว เอาละ นี่คือหัวใจที่ถูกติดตั้งลงไปแล้ว ปกติเมนบอร์ดสำหรับพีซีทั่วไปจะมีซ๊อคเก็ตสำหรับซีพียูเพียงตัวเดียว เว้นเสียแต่มีบางเมนบอร์ดที่ใส่ได้มากกว่า 1 ตัว เช่น 2 ตัว และ เมนบอร์ดสำหรับเซิร์ฟเวอร์ บางรุ่นใช้ได้ถึง 4 ตัว ตัวของ Socket เองยังแบ่งออกเป็นหลายรุ่น เช่น Socket 3 Socket 5 Socket 7 โดยดูตามขนาดของขา (PIN) และใช้กับซีพียูต่างชนิดกัน และเมื่อมาถึงสมัยของซีพียูเพนเทียม II, Celeron อินเทลก็ออกแบบที่ใส่ซีพียูใหม่ โดยให้ชื่อว่า Slot 1 ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องแนวยาวเหมือนช่องเสียบการ์ด PCI ตัว Slot 1 นั้นเวลาติดตั้งซีพียูต้องใช้กลไกช่วยยึดซีพียูด้วย ข้อดีของ Slot 1 คือ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหักงอของขาซีพียู และการติดตั้งง่ายกว่า แต่ได้จดลิขสิทธิ์สำหรับ Slot 1 จึงทำให้มีเฉพาะซีพียูเท่านั้นที่สามารถใช้ Slot 1ได้
สำหรับซ๊อคเก็ตสำหรับซีพียูนั้น ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในระยะแรกของพีซีนั้น มักจะติดยึดซีพียูแน่นกับเมนบอร์ดเลย การถอดเปลี่ยนเพื่ออัพเกรดทำได้ก็เฉพาะช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญเท่านั้น หรือต้องการเครื่องมือเฉพาะเท่านั้น ในระยะต่อมา จึงได้รับการพัฒนาให้ยึดหยุ่นต่อการอัพเกรด อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ติดตามมาอีกก็คือ หลังจาก Zip Socket พัฒนาถึง Socket 7 อินเทลได้เปลี่ยนแนวทางพัฒนาซีพียูออกไป ทำให้ซ๊อคเก็ตสำหรับซีพียูหลากหลายขึ้น แต่รูปแบบไม่เหมือนกัน โอกาสที่ผู้ซื้อจะเปลี่ยนหรืออัพเกรดไปใช้ซีพียูต่างตระกูล ต่างผู้ผลิตก็ลดน้อยลง
สล๊อตขยาย (Expansion Slot)
สืบเนื่องมาจากความต้องการของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในยุค 486 และเพนเทียมต้นๆ มาตรฐานของคอมพิวเตอร์คือ เมนบอร์ด ซีพียู การ์ด I/O ฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ฟล๊อปปี้ การ์ดแสดงผล ทำให้ผู้ผลิตเล็งเห็นว่าเพื่อลดต้นทุนการผลิต จึงออกแบบเมนบอร์ดที่มีสล๊อตขยาย เพื่อให้ผู้ใช้งานมีโอกาสที่จะเลือกอุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์ของตนเองประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคือ เพื่อเป็นการลดต้นทุนของคอมพิวเตอร์ทั้งชุดลงไป สล๊อตขยายจึงได้ถูกออกแบบเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ดังกล่าว หน้าตาของ Slot ขยายจะมีลักษณะเป็นช่องสำหรับติดตั้งอุปกรณ์ ซึ่งเรียกว่า Add on Card หรือการ์ด หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Daughter Board หรือบอร์ดลูกนั่นเอง
ปัจจุบันสล๊อตขยายทางคอมพิวเตอร์ มีทั้งที่สนับสนุนมาตรฐานแบบ ISA และ PCI สังเกตว่า สล๊อตสำหรับ ISA จะมีสีดำและขนาดใหญ่กว่า PCI สล๊อตแบบ PCI จะมีสีขาวและมีขนาดเล็กกว่า
ส่วนประกอบของเมนบอร์ด
1. ชุดชิพเซ็ต
ชุดชิพเซ็ตเป็นเสมือนหัวใจของเมนบอร์ดอีกที่หนึ่งเนื่องจากอุปกรณ์ตัวนี้จะมีหน้าที่หลักเป็นเหมือนทั้ง อุปกรณ์
แปลภาษา ให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บนเมนบอร์ดสามารถทำงานร่วมกันได้ และทำหน้าที่ควบคุม อุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานได้ตามต้องการ
2. หน่วยความจำรอมไบออส และแบตเตอรรี่แบ็คอัพ
ไบออส BIOS หรืออาจเรียกว่าซีมอส (CMOS) เป็นชิพหน่วยความจำชนิด
หนึ่งที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล และโปรแกรมขนาดเล็กที่จำเป็นต่อการบูตของระบบคอมพิวเตอร์
3. หน่วยความจำแคชระดับสอง
หน่วยความจำแคชระดับสองนั้นเป็นอุปกรณ์ ตัวหนึ่งที่ทำหน้าเป็นเสมือนหน่วยความจำ บัฟเฟอร์ให้กับซีพียู
โดยใช้หลักการที่ว่า การทำงานร่วมกับอุปกร์ที่ความเร็วสูงกว่า จะทำให้เสียเวลาไปกับการรอคอยให้อุปกรณ์
ที่มีความเร็วต่ำ ทำงานจนเสร็จสิ้นลง เพราะซีพียูมีความเร็วในการทำงานสูงมาก การที่ซีพียูต้องการข้อมูล
ซักชุดหนึ่งเพื่อนำไปประมวลผลถ้าไม่มีหน่วยความจำแคช
4.สล็อต
ขีดความสามารถของเมนบอร์ดขึ้นอยู่กับการมีสล็อต และลักษณะชนิดของสล็อต เพราะหากมีสล็อตหลายสล็อตก็หมายถึงการขยายหรือ
เพิ่มอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อื่นได้ แต่หากมีจำนวนสล็อตมาก ก็หมายถึงราคาของเมนบอร์ดก็สูงขึ้น ชนิดของสล็อตที่มีกับเมนบอร์ดประกอบด้วย
4.1.PCI เป็นสล็อตที่มีไว้สำหรับเพิ่มฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ เช่น เพิ่มการ์ดเชื่อมต่อแลน การ์ดวิดีโอ การ์ดเสียง จำนวนสล็อต PCI มี แตกต่างกัน โดยทั่วไปจะมีให้ตั้งแต่ 2 ถึง 6 สล็อต
4.2.DIMM เป็นช่องใส่หน่วยความจำ ซึ่งปกติใช้ได้กับ DDRAM แต่ในบางเมนบอร์ดจะมีสล็อตที่เป็น SDRAM โดยเฉพาะนั่น หมายถึง นำ DDRAM มาใช้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็น DIMM สล็อตจะใช้ได้ทั้ง SDRAM และ DDRAM โดยปกติจะมีช่องใส่หน่วยความจำ แบบนี้อยู่ 2 ถึง 4 ช่อง เพราะหน่วยความจำที่ใช้มีความจุต่อการ์ดสูงขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้ช่องมากเหมือนเมื่อก่อน
4.3.AGP ย่อมาจาก Accerelator Graphic Port เป็นสล็อตสำหรับใส่การ์ดจอภาพแสดงผล ซึ่งเน้นในเรื่องความเร็วของการแสดงผลกราฟิกส์ ปัจจุบันมีผู้ผลิตการ์ดแสดงผลที่ต้องการแสดงผลได้เร็ว โดยเฉพาะพวกเกม 3D เทคโนโลยี AGP จึงต้องทำให้การถ่ายโอนข้อมูลแสดงผลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ความเร็วสูงขึ้น โดยวัดความเร็วเป็นจำนวนเท่าของมาตรฐานปกติ เช่น 4x คือ สี่เท่า
4.4.Ultra DMA/100 DMA ย่อมาจาก Direct Memory Access เป็นช่องทางของการถ่ายโอนหน่วยความจำกับอุปกรณ์อินพุตเอาท์พุตที่มีการโอนย้ายข้อมูลเป็นบล็อก และต้องการความรวดเร็ว พอร์ตที่ใช้ DMA แบบนี้คือ ฮาร์ดดิสค์ ฟลอปปี้ดิสค์ ซีดีและดีวีดี เป็นต้น ช่องทางนี้
จึงเป็นช่องทางเชื่อมกับฮาร์ดดิสค์หรือซีดีรอม ถ้ามี Ultra DMA สองช่องก็หมายถึงมีสายเชื่อมไปยังฮาร์ดดิสค์ที่จะต่อเข้า เมนบอร์ดได้สอง
เส้น แต่ละเส้นต่อได้สองไดร์ฟ นั่นหมายถึงใส่ฮาร์ดดิสค์ได้สี่ไดร์ฟ
5.พอร์ตมาตรฐานต่างๆ
บนเมนบอร์ดจะมีการสร้างพอร์ตมาตรฐานต่าง ๆ เช่น USB พอร์ต ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1 พอร์ต อาจจะเป็น 2 ถึง 4 พอร์ต พอร์ตขนานต่อเครื่องพิมพ์ พอร์ตอนุกรม (ปกติมีให้ 1-2 พอร์ต) พอร์ต PS/2 เมาส์ พอร์ต PS/2 คีย์บอร์ด พอร์ตมาตรฐานเหล่านี้กำลัง
เพิ่มพอร์ตพิเศษบางชนิดเข้าไปด้วย เช่น พอร์ต Fly wire พอร์ตเชื่อมต่อวิดีโอ ความเร็วสูง IEEE1394 พอร์ต SVideo
ขีดความสามารถเพิ่มเติมพิเศษ
พลังงาน เป็นการพัฒนาร่วมระหว่างไบออสกับฮาร์ดแวร์ให้มีโหมดพิเศษในการจัดการพลังงาน การปิดเปิด ตลอดจนการ Shutdown การเปิดเองตามการปลุกด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น Wake up on lan คือใช้แลนสั่งงานมาจากที่อื่นให้เครื่องเริ่มทำงานให้
การเพิ่มวงจรพิเศษ เพื่อให้ลดค่าใช้จ่ายภาพรวมจึงมีการสร้างวงจรพิเศษที่จำเป็นบางวงจรไว้บนเมนบอร์ดด้วย เช่น วงจรการ์ดเสียง วงจรการ์ดแลน การ์ดโมเด็ม หรืออุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ที่เคยมีเป็นการ์ดแยกต่างหาก
ชนิดของเมนบอร์ด
1. แบ่งตาม Form Factor
2. แบ่งตามการ Interface
ฟอร์มแฟกเตอร์ (Form Factor) ซึ่งเป็น คำที่ใช้กำหนด ลักษณะทางกายภาพของเมนบอร์ดต่างๆ จากหลายๆ ยี่ห้อ ที่ทำออกมาจำหน่ายกันในท้องตลาด ณ วันนี้ ฟอร์มแฟคเตอร์ นั้นจะมีรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่นในการวางหรือจัดตำแหน่งของช่องเสียบ (Port) ต่าง ๆ ขนาดความกว้าง ยาวของตัวเมนบอร์ดที่มีความแตกต่าง กันไปตามฟอร์มแฟกเตอร์นั้น ๆ
ในปัจจุบันฟอร์มแฟคเตอร์ที่เป็นแบบ ATไม่ผลิตแล้ว มีในตลาดมากเป็นแบบ ATX แบบ ATX จะมีการออกแบบ ที่แก้ไข ปัญหาหรือข้อด้อยในแบบ AT หลายจุด โดยเฉพาะในเรื่องของการวาง อุปกรณ์ที่เกิดความร้อนสูงในขณะ ทำงาน เช่นซีพียู (CPU) ก็จะมีตำแหน่งอยู่ใกล้กับกล่อง Power Supply เพื่อที่จะได้ระบายความร้อนออกนอกตัว เครื่องได้อย่างดีขึ้น อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นมีการเปลี่ยนแปลงก็คือการใช้ Power Connector หรือขั้วไฟที่เป็นการออก แบบเป็นชุดเดียว และบังคับ ทางเสียบทำให้การติดตั้งลง บนเมนบอร์ดไม่มีความเสียหายอย่าง แน่นอนในเรื่องของการ สลับขั้วไฟ และอื่น ๆ อีกหลายประการด้วยกัน
นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งชนิดของเมนบอร์ดตามลักษณะการอินเทอร์เฟซของซีพียูได้ดังนี้
• Socket 370 ปัจจุบันมีซีพียูที่เป็นแบบ ซ็อกเก็ต 370 อย่างอินเทลเพนเทียม ทรี เซลเลอรอนคอร์ Tualatin และซีพีย ูจากทาง VIA อย่าง VIA Cyrix บางรุ่นเท่านั้นที่รองรับ
• Socket A หรือ Socket 462 เป็นซีพียูในตระกูล เอเอ็มดี ในรุ่น Athlon,Athlon XP และ Duron
• Socket 423 เป็นซีพียูเพนเทียม โฟร์ ที่ออกมาในรุ่นแรก ๆ ซึ่งยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 0.18 ไมครอน โดยมีชื่อ รหัสว่า Northwood มีจำนวนของหน่วยความจำแคชระดับ 2 จำนวน 512 กิโลไบต์
• Socket 478 สำหรับซีพียูรุ่นนี้ ถ้าความเร็วไปตรงกับซีพียูแพนเทียมโฟร์ที่เป็นแบบ Socket 478 ก็จะมีรหัสต่อท้าย ด้วยตัว A เช่น 1.8A ,2.0A
ชิฟเซ็ท [ Chip Set ]
ชิปเซ็ตจะถือว่าเป็นส่วนสำคัญของเมนบอร์ดอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ชิปเซ็ตจะเป็นตัว คอยเชื่อม ความสัมพันธ์ระหว่างอุปกรณ์กับด้านความเร็วสูงกับด้านความเร็วที่รองลงไป ให้ติดต่อสื่อสารกันอย่างสัมพันธ์ กันเพราะความ สามารถต่าง ๆ ที่เมนบอร์ดมีนั้นส่วนใหญ่ชิปเซ็ตจะเป็นตัวกำหนดจัดการไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการกำหนดความถี่ ให้แก่ระบบบัสทั้งระบบ หรือจะเป็นการจำกัดสิทธิในการให้ใช้ CPU ได้ของยี่ห้อใดบ้างหรือให้รองรับหน่วย ความจำประเภทใด , กำหนดให้เมนบอร์ดนั้นต้องมี Slot แบบใดบ้าง และอีกหลาย ๆคุณสมบัติด้วยกันที่มีอยู่ใน ตัวของชิปเซ็ต
โครงสร้างของชิปเซ็ตพอจะแยกเป็นได้ 2 โครงสร้างใหญ่ ๆ คือ
1. North Bridge และ South Bridge
2. Accelerated Hub Architecture
3. North Bridge และ South Bridge
ชิปเซ็ตประเภทนี้ มีหลักการทำงานที่พอจะอธิบายได้อย่างคร่าว ๆ ดังนี้ ก็คือ ตัวชิปเซ็ตที่เป็นแบบ North Bridge และ South Bridge จะมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ตัวแรกจะทำหน้าที่เป็น North Bridge จะทำหน้าที่ติดต่อกับอุปกรณ์ที่มีความเร็วสูงทั้งหมดในเมนบอร์ด ซึ่งได้แก่ ซีพียู หน่วยความจำ(แรม) และการฟิกการ์ด
ตัวที่สองจะทำหน้าที่เป็น South Bridge จะทำหน้าที่ติดต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงจำพวกฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอมไดรฟ์และ South Bridge จะมีระบบบัสแบบ PCI ขนาด 32 บิต ความเร็ว 33 MHz เป็นตัวเชื่อมต่อการทำงาน ซึ่งหมายความว่าชิปเซ็ต North Bridge และ South Bridge นั้นสามารถถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกันได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 132 MB./Sec
โครงสร้างการทำงานของชิปเซ็ต
North Bridge , South Bridge
โครงสร้างของชิปเซ็ตแบบ Accelerated Hub Architectureนี้จะมีโครงสร้างที่ คล้ายกับ แบบ North Bridge , South Bridge แต่จะมี Firmware Hub ที่เป็นส่วน ที่ใช้เป็นระบบรักษาความปลอดภัย(Security) ให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มเข้ามาด้วย ชิปเซ็ตที่มีโครงสร้างแบบนี้จะมีระบบบัสแบบ PCI ที่เชื่อมต่อระหว่าง Graphics กับ I/O Controller นั้น ที่มีความกว้างของบัส 32 บิต ความเร็ว 66 MHz ทำให้มีความสามารถในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างกันถึง 264 MB./Sec ซึ่งถือว่าเร็วกว่าแบบ North Bridge , South Bridge เป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
ส่วนประกอบสำคัญบนเมนบอร์ด
ระบบบัส (Bus System)
องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับเมนบอร์ดนั้น ก็คือการเชื่อมโยงของสายไฟ ๆ ไปยังอุปกรณ์ที่อยู่บนM/B มากมาย หาก สังเกตลายทองแดงบนปริ้นของเมนบอร์ดแล้ว ก็จะเป็นในส่วนของทางเดินของสัญญาณแทบทั้งสิ้นเสมือนเป็นถนน สำหรับ ลำเลียงสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะแล้วกับข้อมูลที่เป็นส่วนสำคัญที่สุด ช่องทางเดินของสัญญาณ ต่าง ๆ เหล่านี้ รวม เรียกว่า “ระบบบัส” ระบบบัสที่เหมาะสมจะต้องเร็วพอที่จะยอมให้อุปกรณ์อื่น ๆ รับและส่งข้อมูลผ่านได้ด้วยความเร็ว เต็มความสามารถ ของอุปกรณ์นั้น เพื่อจะได้ไม่เป็นตัวคอยถ่วงให้การทำงานของอุปกรณ์อื่นช้าตามลงไป เพราะอุปกรณ์ที่ช้ากว่า
ช่องเสียบขยาย (Expansion Slot)
โครงสร้างของระบบบัสในเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์นั้น ได้ถูกพัฒนาทางเทคโนโลยีและจากมาตรฐานดั้งเดิมที่ มีใช้ กันมา ในเครื่องยุคแรก ๆ ได้สร้างช่องเสียบขึ้นเพื่อนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ลงไปเพิ่ม ช่องเสียบเหล่านี้จะถูกเรียกว่า Expansion Slot
ชนิดต่าง ๆ ของ Expansion Slots
1. XT Bus (Extended Technology) มีขนาดความกว้างของบัสข้อมูลขนาด 8 บิต มีใช้ในเครื่องรุ่นแรก ๆ ได้แก่ 8086,8088
2. AT Bus (Advanced Technology) หรืออาจเรียกกันว่า ISA Bus ก็ได้ครับ มีขนาดความกว้างของ บัสข้อ มูลขนาด 16 บิต ความเร็ว 8 MHz มีใช้ในเครื่องคอมฯ รุ่นต่อ ๆ มา ได้แก่เครื่องรุ่น 80286 ขึ้นไปจนถึงในปัจจุบัน ก็ยังคงมี ให้เห็นกันอยู่ทั่วไปในเมนบอร์ดใหม่ ๆ
3. VL Bus (VESA Local Bus) มีขนาดความกว้างของบัสข้อมูลขนาด 32 บิต มีใช้ในคอมฯ รุ่น 80386 , 80486 แล้วจบที่ยุคของ 80486 นั้นเอง
4. PCI Bus (Peripheral Component Interconnect) มีขนาดความกว้างของบัสข้อมูล 32 บิต ความ เร็ว 33 MHz และมาตรฐานความเร็วของ PCI Bus จะอยู่ที่ครึ่งหนึ่งของความเร็วของ บัสภายนอกของ CPU เช่น บัสที่ จ่ายให้แก่ CPU 66 MHz PCI Bus จะเท่ากับ 66/2 = 33 MHz หากบัสของ CPU ของเป็น 100 และ 133 MHz ความเร็ว PCI จะมีค่าเท่ากับ 100/3 และ 133/4 ตามลำดับ
ยังมีช่องเสียบอีกหลายชนิดที่ไม่ได้พูดถึงเนื่องจากช่องเสียบเหล่านั้นได้ทำมา โดยเฉพาะสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ โดย เฉพาะ จึงไม่เรียกว่าเป็นช่องเสียบแบบ Expansion Slot ได้แก่ AGP (Accelerated Graphic Port ) เป็น สล็อดที่ได้ออกแบบมาสำหรับใช้กับการ์ดแสดงผล ที่มีการส่งผ่านข้อมูลจำนวน มากที่สุดด้วยความเร็วที่สูง ที่สุด แต่ใน เมนบอร์ดจะมีเพียง 1 สล็อตเท่านั้น AGP มีขนาดความกว้าง 32 บิต ความเร็วเริ่มที่ 66 MHz และมีพัฒนา ความเร็วไปที่133 และ 266 MHz ตามลำดับ
ช่องสำหรับติดตั้งหน่วยความจำแบบแรม
เป็นส่วนที่ให้นำหน่วยความจำประเภทแรมมาติดตั้งลงบนตำแหน่งที่ระบุนี้ มีประเภทต่างๆ ต่อไปนี้
แรมแบบ SIMM ซึ่งมีใช้กัน 2 แบบคือ แบบ 30 ขา (8 บิต)และ72 ขา (32 บิต)
แรมแบบ DIMM ซึ่งได้แก่ SDRAM 168 ขา (64 บิต)
DDR SDRAM
RAMBUS
ช่องเสียบแหล่งจ่ายไฟ
เป็นส่วนที่ไว้รอรับการเชื่อมต่อจาก Power Connector มีอยู่ 2 แบบหลัก คือ แบบ AT 12 Pin (P8,P9) กับ แบบที่เป็น ATX 20 Pin โดยที่แบบ AT นั้นเวลาจะเชื่อมต่อ Power Connector เข้ายังช่องเสียบนี้จะต้องเรียงชิด สายไฟ ของขั้วในด้านที่เป็นสีดำให้ชิดกันแล้วคุณจะสามารถนำ ไปเสียบ ยังช่องเสียบได้เพียง ทางเดียว(หากเสียบสลับข้าง ) อาจทำให้ เมนบอร์ดเสียหายอย่างถาวรได้ นะครับ ส่วนในแบบ ATX นั้นจะถูกบังคับด้วยหัว คอนเน็กเตอร์อยู่แล้ว ยากต่อการเสียบผิดขั้ว
แบตเตอรี่ (Backup Battery)
เป็นส่วนที่คอยรักษาข้อมูลของหน่วยจำความประเภท RAM ที่ได้แก่ CMOS RAM ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลจาก การตั้งค่าใน BIOS หากถ่านหรือแบตเตอรี่เสื่อมหรือกระแสไฟฟ้าหมด ก็จะทำให้เกิดความผิดพลาด ในการจดจำข้อมูลที่เก็บ ไว้ได้ ทำไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างราบรื่น ดังนั้นจึงต้องทำการเปลี่ยนถ่านหรือแบตเตอรี่ใหม่ หลังจากเปลี่ยนแล้ว จะต้องเข้าไปตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป
ประเภทของแบตเตอรี่ที่เห็น ๆ ในท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
1. แบบนิเกิล – แคดเมี่ยม (Ni-Cad) มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 3.6 โวลท์
2. แบบลิเทียม มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 3 โวลท์
เมนบอร์ดในปัจจุบันจะใช้แบตเตอรี่แบบลิเทียมกันหมดแล้ว เพราะจะไม่ทำให้ลายวงจรของคุณเสียหายจากน้ำยาที่รั่ว ไหลออก มาหลังจากที่มันเสื่อมสภาพเหมือนกับแบบนิเกิล – แคดเมียม
พอร์ตประเภทต่าง ๆ (Port)
พอร์ตจะเป็นช่องทางเชื่อมต่อของอุปกรณ์ส่วนการนำเข้า (Input) และส่วนการแสดงผล (Output) ที่มาทำการเชื่อมต่อ (Interface) ใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ พอจะแยกออกได้เป็นดังนี้
ช่องเสียบ(Port) บนเมนบอร์ดแบบ ATX
1. Serial Port หรือ พอร์ตแบบอนุกรม มีชื่อเรียกกันหลายอย่างด้วยกันเช่น เช่น COM 1 , COM 2 , พอร์ต สื่อสาร หรือ พอร์ตของเม้าส์ เป็นต้น มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลขนาด 8 บิตได้ครั้งละ 1 บิตใน สาย 1 เส้น จนครบที่ปลายทาง 8 บิต ใช้กับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการความเร็วสูงมากนัก เช่น เม้าส์ (Mouse) , โมเด็ม (Modem) ฯลฯ
2. Parallel Port หรือ พอร์ตแบบขนาน มีชื่อเรียกกันหลายอย่างด้วยกัน เช่น LTP Port, Printer Port เป็นต้น มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลขนาด 8 บิตได้ครั้งละ 8 บิตในสาย 8 เส้น ดังนั้นพอร์ตประเภทนี้จึง ถือ เป็นพอร์ตที่มีความเร็วสูง นิยมใช้กับ Printer , Scanner และอื่น ๆ
3. USB (Universal Serial Bus) เป็นพอร์ตหรือช่องเสียบที่เข้ามามีบทบาทต่ออุปกรณ์ในปัจจุบันเป็นอย่ามาก มีความเร็วสูงกว่า 2 พอร์ตแรก ที่ได้ กล่าวข้างต้น อีกทั้งยังมีความปลอดภัยต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการ เสียบ/ถอดอุปกรณ์ในขณะที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ยังเปิดทำงานอยู่ ก็จะไม่เกิดความเสียหาย มาตรฐาน USB นั้นสนับสนุนระบบ Plug & Play ที่ทำ ให้การติดตั้งอุปกรณ์ของผู้ใช้กลายเป็นเรื่องง่าย อุปกรณ์ที่ใช้กับ USB Port นั้นมีมากมายหลายชนิดด้วยกัน เช่น Mouse , Keyboard , Printer , Scanner , Modem , Camera Digital และอื่น ๆ แทบจะเรียกได้ว่า อุปกรณ์ที่ทำการ Interface กับคอมพิวเตอร์ ณ วันนี้แทบจะเป็น USB กันเกือบจะหมดแล้ว
BIOS (Basic Input Output System)
BIOS เป็นโปรแกรมเล็ก ๆที่ถูกจัดเก็บไว้ในหน่วยความจำประเภท ROM มีหน้าที่ในการตรวจสอบความพร้อมของ อุปกรณ์ต่าง ๆ หลังจากที่ เราเปิดเครื่อง คอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อทำงาน ขบวนการหลังจากเปิดเครื่องนั้นจะถูกเรียกว่า POST (Power On Self Test) ซึ่งเป็นกระบวนการในการทดสอบตัวเองของคอมพิวเตอร์ โดยมี BIOS โปรแกรมนี้เป็นตัวช่วยจัด การ หากวันใดที่ BIOS มีความเสียหายเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถที่ใช้ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อีก ยกเว้นว่าเราจะดำเนินการนำ BIOS นั้นไปโปรแกรมใหม่
ROM BIOS
สัญญาณนาฬิกาของระบบ (Real Time Clock)
เป็นส่วนที่คอยกำหนดจังหวะถี่ในการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ความถี่ต่าง ๆ บนเมนบอร์ดจะได้มาจากผลึกควอซท์ที่ เรียกว่าแร่คลิสตัล ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดความถี่ ความถี่ที่ใช้ป้อนให้แก่ซีพียูแต่ละรุ่น ก็ได้มาจากส่วนนี้นั่นเอง
ขั้วต่ออุปกรณ์ประเภทตัวขับ (Drive)
ขั้วต่ออุปกรณ์ประเภทตัวขับ หรืออาจเรียกว่า Controller เป็นส่วนที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ประเภท ตัวขับ หรือ Drive ต่าง ๆ ที่สำคัญได้แก่ Hard Disk Drive , CD-ROM Drive และ Floppy Disk Drive ที่จะต้อง พึ่งพาขั้วต่อเหล่านี้… ในอดีตนั้นชุดควบคุมอุปกรณ์ประเภทตัวขับจะอยู่ภายนอกแยกเป็นอิสระ ที่เรียกกันว่า Controller Card หรือ Multi I/O หมายถึงว่าสามารถควบคุมและก็เป็น ตัวค่อยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ส่วนการนำเข้าและส่วนการ แสดงผลได้ใน การด์ตัวเดียวกันนั่นเอง แต่ในปัจจุบันจะถูกติดตั้งไว้บนเมนบอร์ดอย่างสมบูรณ์แล้ว
ช่องเสียบ(Port) บนเมนบอร์ดแบบ ATX
1. Serial Port หรือ พอร์ตแบบอนุกรม มีชื่อเรียกกันหลายอย่างด้วยกันเช่น เช่น COM 1 , COM 2 , พอร์ต สื่อสาร หรือ พอร์ตของเม้าส์ เป็นต้น มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลขนาด 8 บิตได้ครั้งละ 1 บิตใน สาย 1 เส้น จนครบที่ปลายทาง 8 บิต ใช้กับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการความเร็วสูงมากนัก เช่น เม้าส์ (Mouse) , โมเด็ม (Modem) ฯลฯ
2. Parallel Port หรือ พอร์ตแบบขนาน มีชื่อเรียกกันหลายอย่างด้วยกัน เช่น LTP Port, Printer Port เป็นต้น มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลขนาด 8 บิตได้ครั้งละ 8 บิตในสาย 8 เส้น ดังนั้นพอร์ตประเภทนี้จึง ถือ เป็นพอร์ตที่มีความเร็วสูง นิยมใช้กับ Printer , Scanner และอื่น ๆ
3. USB (Universal Serial Bus) เป็นพอร์ตหรือช่องเสียบที่เข้ามามีบทบาทต่ออุปกรณ์ในปัจจุบันเป็นอย่ามาก มีความเร็วสูงกว่า 2 พอร์ตแรก ที่ได้ กล่าวข้างต้น อีกทั้งยังมีความปลอดภัยต่อการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการ เสียบ/ถอดอุปกรณ์ในขณะที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ยังเปิดทำงานอยู่ ก็จะไม่เกิดความเสียหาย มาตรฐาน USB นั้นสนับสนุนระบบ Plug & Play ที่ทำ ให้การติดตั้งอุปกรณ์ของผู้ใช้กลายเป็นเรื่องง่าย อุปกรณ์ที่ใช้กับ USB Port นั้นมีมากมายหลายชนิดด้วยกัน เช่น Mouse , Keyboard , Printer , Scanner , Modem , Camera Digital และอื่น ๆ แทบจะเรียกได้ว่า อุปกรณ์ที่ทำการ Interface กับคอมพิวเตอร์ ณ วันนี้แทบจะเป็น USB กันเกือบจะหมดแล้ว
ขั้วต่อปุ่มสวิทซ์และไฟหน้าเครื่อง
เป็นส่วนที่ใช้สั่งการทำงานภายนอกตัวเครื่องคอมฯรวมถึงเป็นการแสดงสีสันหน้าตาที่โดดเด่นของเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนหนึ่งก็ว่าได้ เพราะในชุดขั้วต่อหรือปุ่มสวิทซ์หน้าปัดเครื่องนั้นจะมี Power LED ซึ่งเป็นชุดไฟแสดงสถานะการทำงาน ของ Power Supply Turbo LED เป็นส่วนที่แสดงสถานะว่าขณะนี้ได้ใช้ความเร็วสูงที่สุดของเครื่อง HDD. LED เป็นไฟสถานะบอกว่า HDD กำลังอ่าน/เขียนข้อมูลอยู่ ซึ่งกรณีของ HDD. LED นี้จะกระพริบตามจังหวัดการอ่าน/เขียนของ HDD
ส่วนในด้านของปุ่มสวิทซ์ก็จะมี Power Switch ซึ่งถ้าเป็นเมนบอร์ดแบบ AT ก็จะเป็นการเปิดปิดไฟกระแสสลับ 220 V. แต่ถ้าเป็นเมนบอร์ด ATX ก็จะเป็นการสั่งงานผ่านทางเมนบอร์ดเพื่อเปิด Power Supply ให้ทำงาน ส่วนสวิทซ์อีกตัว หนึ่งก็คือ Reset Switch นั้นจะมีหน้าที่ในการสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มการทำงานใหม่อีกครั้ง (Boot)
JUMPER
จั้มเปอร์เป็นอุปกรณ์ที่เป็นตัวนำทางไฟฟ้า ทำจากแผ่นทองแดงมาพลับเข้าหากัน มีหน้าที่ในการเชื่อมต่อวงจรให้ถึงกัน เพื่อให้ทำงานหรือให้ยกเลิกการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งสุดแล้วแต่ว่าผู้ผลิตเมนบอร์ดจะกำหนดไว้เป็นอย่างไร